วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ทักษะการสื่อสาร (Communication Skills)

การสื่อสาร (Communication)
นพ.ธนู ชาติธนานนท์
กรกฎาคม 2552

- ความหมาย: การสื่อสาร (communication) คือกระบวนการในการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในสังคมหรือในกลุ่ม เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตลอดเวลาระหว่างผู้เกี่ยวข้อง โดยตั้งใจ (รู้ตัว) และไม่ตั้งใจ (ไม่รู้ตัว) และโดยที่แต่ละบุคคลที่เกี่ยวข้องจะเป็นทั้งผู้ส่งสารและรับสารไปด้วยกัน และในเวลาเดียวกัน ในลักษณะการสื่อสารแบบสองทาง (two-way Communication) เช่น ครูในฐานะผู้ส่งสารพูดกับนักเรียนเป็นรายบุคคล หรือกับทั้งห้อง เป็นการสื่อสารความคิดของครูแก่นักเรียน ขณะเดียวกันครูก็เป็นผู้รับสารที่นักเรียนส่งกลับมาในรูปของสีหน้า แววตา ท่าทาง หรือคำพูด ที่สะท้อนถึงความคิดและความรู้สึกของนักเรียนที่มีต่อครู ผู้สื่อสารที่ดีจึงต้องเป็นทั้งผู้ส่งสารที่ดี และผู้รับสารที่ดีในเวลาเดียวกัน
- กระบวนการสื่อสาร: กระบวนการสื่อสารมีหลายรูปแบบ ที่ใช้บ่อยได้แก่การสื่อสารโดยใช้เสียง (Voice Communication) เช่น การพูด การร้องเพลง การอุทาน การพูด (Verbal Communication) เป็นรูปแบบหนึ่งของการสื่อสารโดยเสียง กระบวนการสื่อสารอีกแบบ ที่ใช้มากและสำคัญกว่าการใช้เสียงคือการสื่อสารด้วยภาษากาย (Physical or non-verbal Communication) เช่น การแสดงสีหน้า ท่าทาง การเคลื่อนไหวร่างกาย การวางระยะห่างระหว่างบุคคล เป็นต้น วิธีการสื่อสารด้วยภาษากายเหล่านี้ สามารถสะท้อนความคิดและความรู้สึกภายในของผู้ส่งสารได้อย่างเที่ยงตรงกว่าการใช้คำพูด
ในปัจจุบันมีการสื่อสารรูปแบบใหม่ ๆ เกิดขึ้น เช่น การสื่อสารผ่านทางตัวหนังสือ (การเขียนจดหมาย เขียนข่าว หรือเขียนบทความในหนังสือพิมพ์ วารสาร และสิ่งพิมพ์ต่างๆ) การสื่อสารโดยระบบคอมพิวเตอร์ (E-mail Website เป็นต้น) อีกรูปแบบหนึ่งคือ การสื่อสารผ่านงานศิลป์ (การวาดภาพ งานปั้น และดนตรี เป็นต้น)
การสื่อสารในกลุ่มเหล่านี้ บางส่วนก็มีลักษณะเป็น one way communication เช่น การเขียนจดหมาย การเขียนบทความลงในสิ่งพิมพ์ ภาพวาด บางส่วนก็กึ่งๆ oneway และ twoway communication เช่น การสื่อสารโต้ตอบกันผ่าน website ที่แต่ละฝ่ายติดต่อกันผ่านข้อความบนหน้าคอมพิวเตอร์ โดยอาจมีภาพและเสียงประกอบ อย่างไรก็ตาม การสื่อสารในกลุ่มนี้ มีข้อจำกัดหลายอย่าง ยากต่อการสื่อความเข้าใจกันได้โดยสมบูรณ์ เมื่อเทียบกับการสื่อสารสองทางโดยการใช้เสียงและภาษากายประกอบ
- ปัจจัยที่มีผลต่อการสื่อสาร:
(1) ความพร้อมของผู้ส่งและผู้รับสาร : ผู้ส่งและผู้รับสารต้องมีความพร้อมทั้งด้านร่างกาย ด้านจิตใจ ด้านสังคม และด้านสติปัญญา
ด้านร่างกาย ต้องพร้อม ไม่เจ็บป่วย พิการ อ่อนเพลีย หิวเกิน อิ่มเกิน สมองและระบบประสาท ทำงานเป็นปกติ เป็นต้น
จิตใจและอารมณ์ อยู่ในสภาวะสุขสบายตามสมควร ไม่เครียดมาก ไม่วิตกกังวล ฟุ้งซ่าน หวาดระแวง ไม่ถูกครอบงำด้วยอารมณ์ที่
รุนแรง หรือด้วยความคิดที่มีอคติ (ไม่ตรงต่อความจริง)
สังคมและสิ่งแวดล้อมควร อยู่ในสภาวะที่เอื้ออำนวย ไม่มีสภาพของความกดดันมาก
ผู้สื่อสารควรมีความรู้ความเข้าใจ ในวัตถุประสงค์ของการสื่อสารนั้น เข้าใจการใช้ภาษาทั้งภาษาพูด ภาษากาย เข้าใจและรู้กระบวนการสื่อสาร เป็นต้น
(2) สภาพของสื่อ:
สื่อที่ดีควรมีลักษณะง่าย สั้น ไม่ซับซ้อน ใช้ภาษาและท่าทางที่เข้าใจกัน บนพื้นฐานทางสังคมประเพณี วัฒนธรรมที่คล้ายๆ กัน มีการเรียบเรียงออกมาอย่างเป็นระบบ เป็นต้น
(3) กระบวนการสื่อสาร:
สื่อไม่ว่าในรูปของเสียง คำพูด หรือภาษากาย ควรแสดงออกมาโดยชัดเจน สามารถส่ง และรับสารได้ไม่ยาก เหมาะสมกับเนื้อหา เหตุการณ์ และโอกาส เช่น พูดชัด มองเห็นได้ชัดเจน มีการเคลื่อนไหวร่างกายที่สอดคล้องกัน เป็นต้น
(4) สัมพันธภาพ:
สัมพันธภาพที่ดีต่อกันเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าผู้ส่งและผู้รับสื่อมีสัมพันธภาพต่อกันโดยเหมาะสม การสื่อสารระหว่างบุคคลทั้งสองก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น

-*ทักษะในการสื่อสารที่ดี
1. attending คือ การตั้งใจ ให้ความสำคัญต่อการส่งและรับสื่อ เช่น การพูดอย่างตั้งใจ การแสดงความสนใจ การสบตา การแสดงท่าที่กระตือรือร้น สนใจ เช่น การขยับตัวเข้าไปใกล้ การผงกศรีษะ แสดงความเข้าใจ เป็นต้น
2. Paraphasing คือ การพูดทวนการสะท้อนคำพูด เป็นการแสดงความสนใจและความต้องการที่จะรู้เพิ่มเติม
3. Reflection of feeling คือ การสะท้อนอารมณ์ที่อีกฝ่ายแสดงออกมา กลับไปให้ผู้นั้นเข้าใจอารมณ์ของตนเองมากขึ้น
4. Summarizing คือ การสรุปความ ประเด็นที่สำคัญเป็นระยะ เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน
5. Probing คือ การซักเพิ่มเติมประเด็นที่สนใจ เพื่อหาความชัดเจนเพิ่มขึ้น
6. Self disclosure คือ การแสดงท่าทีเปิดเผยเป็นมิตรของผู้ส่งสารโดยการแสดงความคิดเห็นหรือความรู้สึกของตน ที่ไม่ใช่การขัดแย้ง หรือตำหนิ
7. Interpretation คือ การอธิบายแปรความหมายในประสบการณ์ที่อีกฝ่ายแสดงออกเพื่อให้เกิดความเข้าใจ รู้ในสิ่งที่มีอยู่
นั้นมากขึ้น
8. Confrontation คือการนำประเด็นที่ผู้ส่งสารพูดหรือแสดงออกด้วยท่าทาง ที่เกิดจากความขัดแย้ง สับสน ภายในของผู้ส่งสารเองกลับมา ให้ผู้ส่งสารได้เผชิญกับความขัดแย้ง สับสนที่มีอยู่ในตนเอง เพื่อนำไปสู่ความเข้าใจในตนเองเพิ่มขึ้น
-* ธรรมชาติในปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของมนุษย์:
Robert E.Park ธรรมชาติในปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของมนุษย์มี 4 รูปแบบ ด้วยกัน ได้แก่
1. การแข่งขัน (Competition)
2. ความขัดแย้ง (Conflict)
3. ความอารีอารอบต่อกัน (accommodation)
4. การซึมซับ (assimilation)
การจัดการที่ดี โดยเทคนิคการสื่อสาร จะช่วยลดการแข่งขันและขัดแย้ง เกิดความอารีอารอบ และการยอมรับซึ่งกันและกัน เกิดสังคมที่เป็นสุข และก้าวหน้าต่อไป
-------------------
**ดัชนีความสุขของคนไทย**
กาเครื่องหมาย X ลงในช่องที่มีข้อความหมายตรงกับความรู้สึกของท่านมากที่สุดในระยะ 1 เดือนที่ผ่านมา
(ไม่เลย) (เล็กน้อย) (มาก) (มากที่สุด)
1. ท่านรู้สึกว่าชีวิตของท่านมีความสุข O O O O
2. ท่านรู้สึกภูมิใจในตนเอง O O O O
3. ท่านต้องไปรับการตรวจรักษาเสมอ ๆ เพื่อให้สามารถดำเนิน
ชีวิตและทำงานได้ O O O O
4. ท่านพึงพอใจในรูปร่างหน้าตาของท่าน O O OO
5. ท่านมีสัมพันธภาพที่ดีกับเพื่อนบ้าน O O O O
6. ท่านรู้สึกประสบความสำเร็จและความก้าวหน้าในชีวิต O O O O
7. ท่านมั่นใจที่จะเผชิญกับเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นในชีวิต O O O O
8. ท่านรู้สึกหงุดหงิดถ้าสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง O O O O
9. ท่านสามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง O O O O
10. ท่านรู้สึกเป็นสุขที่ได้ช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหา O O O O
11. ท่านมีความสุขกับการริเริ่มงานใหม่ และมุ่งมั่นจะทำให้สำเร็จ O O O O
12. ท่านรู้สึกว่าชีวิตของท่านไร้ค่า ไม่มีประโยชน์ O O O O
13. ท่านมีเพื่อนหรือญาติพี่น้องคอยช่วยเหลือในยามต้องการ O O O O
14. ท่านมั่นใจว่าชุมชนที่ท่านอาศัยอยู่มีความปลอดภัยต่อท่าน O O O O
15. ท่านมีโอกาสได้พักผ่อน คลายเครียด O O O O

-* คำจำกัดความดัชนีชี้วัดความสุขของคนไทย
ความสุขในที่นี้คือสภาพชีวิตที่เป็นสุข อันเป็นผลจากการมีความสามารถในการจัดการกับปัญหาในการดำเนินชีวิต มีศักยภาพที่จะพัฒนาตนเองเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี โดยครอบคลุมถึงความดีงามในจิตใจ ภายใต้สภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป

*การให้คะแนน
กลุ่มที่ 1: ข้อ 1,2,4,5,6,7,9,10,11,13,14,15
* ไม่เลย 0 คะแนน * มาก 2 คะแนน
* เล็กน้อย 1 คะแนน * มากที่สุด 3 คะแนน
กลุ่มที่ 2: ข้อ 3,8,12
* ไม่เลย 3 คะแนน * มาก 1 คะแนน
* เล็กน้อย 2 คะแนน * มากที่สุด 0 คะแนน


*การแปรผล
คะแนนรวม 33-45 คะแนน = good หรือมีความสุขมากกว่าเกณฑ์
คะแนนรวม 27-32 คะแนน = Fair หรือ มีความสุขอยู่ในเกณฑ์
เฉลี่ยเท่า ๆกับคนส่วนใหญ่
คะแนนรวม 26 หรือน้อยกว่า = Poor หรือมีความสุขน้อยกว่าเกณฑ์
เฉลี่ยของคนส่วนใหญ่
**เอกสารอ้างอิง**

1. ผศ.ดร.กิตติ กันภัย จิตวิทยาการสื่อสาร (Psychology of Communication) พิมพ์ครั้งที่ 1 กันยายน 2551, คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ
2. Nicky Hayes,Foundation of psychology London
3. ดร.หลุย จำปาเทศ, จิตวิทยาความสัมพันธ์: Encountering Psychology, 2nd ed., 2533 ภาควิชาจิตวิทยา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

--------------------

วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ข่าวกิจกรรมสมาคมฯ


จัดประชุมเชิงปฏิบัติการสุขภาพจิตโรงเรียน เรื่อง "ทักษะการสื่อสาร"
เมื่อวันที่ 23-24 กรกฎาคม 2552 ณ ห้องประชุมสมาคมฯ โดยมี คุณหญิงอัมพร มีศุข นายกกิตติมศักดิ์ เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรม *นพ.ธนู ชาติธนานนท์ นายกสมาคมฯ กล่าวรายงาน *นางจงพิศ กันหลง เป็นประธานโครงการจัดงาน



















คณะกรรมการร่วมบันทึกเทปถวายพระพรในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ 12 สิงหาคม 2552 ณ สถานีโทรทัศน์
ช่อง 9 อ.ส.ม.ท.


รายนามคณะกรรมการสมาคม




นพ.ธนู ชาติธนานนท์
นายกสมาคมฯ

รายนามคณะกรรมการอำนวยการ
สมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
ประจำปี 2551-2553

1. นายแพทย์ธนู ชาติธนานนท์ นายกสมาคมฯ
2. พญ.ทิพยประภา ณ สงขลา อุปนายกสมาคมฯ 1
3. นายสุชาติ ไชยมะโน อุปนายกสมาคมฯ 2
4. ดร.สุนีย์ ชัยนาม ประธานฝ่ายรัชดาภิเษกและกิจกรรมภิเษก
5. นางสุมาลี รัตนปราการ ประธานฝ่ายส่งเสริมสุขภาพจิตผู้สูงอายุ
6. นางจงพิศ กันหลง ประธานฝ่ายส่งเสริมสุขภาพจิตสตรีเด็กฯ
7. รศ.ดร.สุรัตน์ เมธีกุล ประธานฝ่ายเผยแพร่ความรู้
8. นางเรือนแก้ว กุยยกานนท์ แบรนดท์ ประธานฝ่ายวิเทศสัมพันธ์
9. นางวิมลรัตน์ กำเนิดพลอย ประธานฝ่ายหาทุน
10. นายปราโมทย์ สัชฌุกร ประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์
11. นางสุมนมาศ วุฒิสง่าธรรม ประธานฝ่ายส่งเสริมสุขภาพจิตในสถานศึกษา
12. นายแพทย์บุญชัย นวมงคลวัฒนา ประธานฝ่ายวิชาการ
13. ดร.ฉัฐชุลี เรืองศิริ ประธานร่วมฝ่ายเผยแพร่ความรู้
14. รศ.ดร.ประยูรศรี มณีสร ประธานร่วมฝ่ายส่งเสริมสุขภาพจิตผู้สูงอายุ
15. นายกฤษฎา ฐิติปุญญา ประธานร่วมฝ่ายหาทุน
16. นางสกุลทิพย์ สว่างวงศ์ ประธานร่วมฝ่ายหาทุน
17. นางฉัตร์ปริตตา ธรรมวัชรพันธ์ ประธานร่วมฝ่ายหาทุน
18. นางสมพร สีอุไรย์ นายทะเบียน
19. นางไพรมณี จันทน์มาลา สมาชิกสัมพันธ์
20. นางนิภา สวนฐิตะปัญญา บรรณารักษ์
21. นางศรีวิไล เจริญวงศ์ เหรัญญิก
22. นางปราณี จีรพรชัย เลขาธิการ
23. นางกนกชล ชูใจ รองเลขาธิการ

วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

สุขภาพจิตกับปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง

นพ.ธนู ชาติธนานนท์
นายกสมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
1 กันยายน 2551



เครียด...เครียด...เครียด คงจะไม่ผิดถ้าจะบอกว่าคนไทยส่วนใหญ่ในขณะนี้กำลังรู้สึกเช่นนี้ จากสภาพเหตุการณ์บ้านเมืองที่ขัดแย้งกันอย่างไม่จบสิ้น และเหมือนหาทางออกไม่ได้ในปัจจุบัน

ในฐานะจิตแพทย์และนักสุขภาพจิต ที่ถูกสอนมาให้มองความขัดแย้งต่างๆ อย่างเข้าใจ และเป็นกลาง ไม่มองว่าใครผิดใครถูก เพราะทั้งสองฝ่าย หรือทุกฝ่ายต่างก็มีส่วนที่ทำให้เกิดปัญหาเช่นนั้นขึ้น ดังนั้นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงต้องร่วมรับผิดชอบในการแก้ปัญหานั้น จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ได้

การจะแก้ปัญหาทุกฝ่ายต้องเริ่มด้วยความตั้งใจจริง และจริงใจในการที่จะคลี่คลายปัญหา ต้องการมีความสุข และต้องการให้อีกฝ่ายมีความสุข ไม่มีเบื้องหลังหรือผลประโยชน์ที่ซ่อนเร้น ถ้าเป็นเช่นนี้ทุกปัญหามีทางออก ไม่มากก็น้อย ไม่มีการหมดหวัง
มนุษย์แต่ละคนไม่ใช่เหรียญที่มีเพียงสองด้าน แต่เสมือนก้อนวัตถุที่มีหลายด้าน หลายมุม มีทั้งด้านและมุมที่ดี ด้านและมุมที่ไม่ดี ด้านที่ดีก็มีที่ดีมากและดีน้อย ด้านที่ไม่ดีก็มีทั้งไม่ดีมากและไม่ดีน้อย นอกจากนั้นบางมุมบางด้านก็มองเห็นง่าย เปิดเผย แต่ก็อาจมีบางมุมบางด้านที่ซ่อนเร้น ไม่เปิดเผย แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของผู้นั้น

จากสภาพเช่นนี้ เมื่อมนุษย์ต้องปฏิสัมพันธ์กันความไม่เข้าใจและความขัดแย้งย่อมเกิดได้บ่อย ๆ
สาเหตุของความขัดแย้งส่วนหนึ่งก็เกิดจากทั้งการไม่เข้าใจตนเองและไม่เข้าใจผู้อื่นที่มากพอ เห็นดีเป็นร้าย เห็นร้ายเป็นดี หรือเห็นเป็นอย่างอื่นที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

การแก้ปัญหาความขัดแย้งจึงอาศัยการทำความเข้าใจ หรือรู้จักตนเองให้มากขึ้นโดยสำรวจ ค้นหาตนเองทั้งส่วนที่ดีและไม่ดี ส่วนที่ปรากฏชัดเจนและส่วนที่อาจซ่อนเร้นอยู่ของตน

การสำรวจนี้จะนำไปสู่ความเข้าใจและรู้เท่าทันตนเองมากขึ้น รู้เท่าทันในอารมณ์ ความคิดต่างๆ ของตน รู้ทันว่าทำไมตนจึงคิดเช่นนั้น รู้สึกเช่นนั้น การรู้เท่าทันเช่นนี้จะทำให้ปัญหาและเหตุผลอยู่เหนืออารมณ์ ไม่เปิดโอกาสให้อคติครอบงำตน
ในทำนองเดียวกัน การคิดถึงอีกฝ่ายก็ต้องคิดให้ครบถ้วนด้วยเช่นกัน คิดและมองอีกฝ่ายอย่างเข้าใจทั้งในสิ่งดีๆ ที่เขามีอยู่และสิ่งที่ด้อยของเขา เห็นและเข้าใจสิ่งที่เขาแสดงออกชัดๆ และเข้าใจถึงความที่อาจมีอยู่ของบางสิ่งในบุคคลนั้นที่เรามองไม่เห็น ไม่เข้าใจ เห็นในสิ่งที่เขาเป็น ไม่ใช่สิ่งที่เราคิดว่าเขาเป็น

การมองอีกฝ่ายเช่นนี้ ก็จะทำให้เราเห็นภาพที่แท้จริงของเขามากขึ้น เข้าใจเขามากขึ้น ความคิดที่เรามีต่อเขาก็จะเป็นความคิดที่เกิดจากปัญหาและเหตุผล มากกว่าอารมณ์ดังเช่นที่เคยเป็น อคติที่เคยมีต่อเขาก็จะลดลง

ถ้าในความขัดแย้ง ท่านยังเห็นแต่สิ่งที่ดีที่ถูกต้องของตนเองและเห็นแต่ความไม่ดีไม่ถูกต้องของอีกฝ่าย ก็แสดงว่าตัวท่านอยู่ในสภาวะของการขาดสติ ท่านกำลังถูกครอบงำด้วยอัตตาและอารมณ์ของตนเองเป็นหลัก ท่านยังรู้จักและเข้าใจตนเองไม่พอ และยังไม่รู้จักและไม่เข้าใจอีกฝ่ายดีพอ ท่านต้องรีบเตือนสติตนเอง เรียกสติคืนมา เปิดโอกาสให้ปัญญาได้ทำหน้าที่จนเกิดเป็นพลังเหนืออัตตาและอารมณ์ การเข้าใจตนเอง และเข้าใจอีกฝ่ายโดยถูกต้องจะทำให้ท่านเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นได้ดีขึ้น ถูกต้องขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ปัญหาได้มากขึ้นและอย่างแท้จริงต่อไป

ผมขอเสนอให้ทุกฝ่ายที่กำลังขัดแย้งกันอยู่ นำแนวคิดนี้ไปใคร่ครวญ น่าจะช่วยทำให้เข้าใจปัญหาและแก้ปัญหาได้ดีขึ้น นำความสงบและความเจริญมาสู่สังคมได้ต่อไป

ทุกอย่างต้องใช้เวลา และความอดทน ถ้าไม่ท้อน่าจะพบทางออก

วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ประวัติสมาคมฯ



ประวัติสมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

สมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (Mental Health Association of Thailand Royal Patronage) ใช้ชื่อย่อว่า สสจท. ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2503 ซึ่งตรงกับ "วันสุขภาพจิตโลก" โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะส่งเสริมสุขภาพจิตของประชาชน ด้วยการเผยแพร่ความรู้และวิธีป้องกัน เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิต ในขณะเดียวกันก็ได้จัดตั้งศูนย์บริการทางสุขภาพจิต แก่ประชาชนที่มีปัญหาและต้องการคำปรึกษาขึ้นด้วย

คณะผู้ก่อตั้งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒในสาขาต่าง ๆ อาทิ นักการศึกษา นักจิตวิทยา จิตแพทย์ แพทย์ พยาบาล ครู นักสังคมสงเคราะห์ โดยมีนายแพทย์ฝน แสงสิงแก้ว เป็นผู้ริเริ่ม คุณหญิงอัมพร มีศุข เป็นผู้ก่อการและดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502 เป็นต้นมา และปัจจุบันท่านก็ยังคงดำรงตำแหน่งนายกกิตติมศักดิ์
สมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้เข้าร่วมเป็นภาคีสหพันธ์สุขภาพจิตโลก (World Federation for Mental Health) เมื่อเดือนสิงหาคม 2504 และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ รับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2507

สมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นองค์กรเอกชน องค์กรแรกที่ได้รับเกียรติให้จัดการประชุมระดับโลกขึ้นในประเทศไทย โดยได้รับความอนุเคราะห์ด้านงบประมาณจากรัฐบาล กล่าวคือ ในปี พ.ศ. 2508 สมาคมฯ ได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุม "สหพันธ์สุขภาพจิตโลก" ในหัวข้อ "Family Life and Value System" ขึ้น ณ ศาลาสันติธรรม (ปัจจุบันคือสำนักงานองค์การสหประชาชาติ) มีผู้เข้าร่วมประชุมจาก 60 ประเทศ ทั่วโลกประมาณสองร้อยกว่าคน

ในการจัดครั้งนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สมาคมฯ จัดงานอุทยานสโมสรขึ้นภายในบริเวณพระที่นั่งอัมพรสถาน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทโดยทั่วกัน พระราชจริยวัตร และพระราชดำรัสของพระองค์ท่านในครั้งนั้น เป็นปลาบปลื้มของชาวไทยและชาวต่างประเทศที่เข้าร่วมประชุมเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้เสด็จฯ มาร่วมงานที่สมาคมฯ ได้จัดขึ้นอีกหลายครั้ง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อสมาคมฯ อย่างหาที่สุดมิได้

ในปี พ.ศ. 2509 คุณหญิงอัมพร มีศุข ในฐานะผู้แทนสมาคมฯ ได้รับเลือกตั้งจาก สหพันธ์สุขภาพจิตโลก ให้เป็นประธานของภูมิภาคเอเชียนแปซิฟิก (Asia-Pacific Regional President) และได้ดำรงตำแหน่งนี้เป็นเวลาถึง 11 ปี นับเป็นเกียรติประวัติและนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติอย่างมาก

สำนักงานเริ่มแรกตั้งอยู่ที่ "คลีนิคสุขภาพจิต" โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา และได้ย้ายสำนักงานชั่วคราวมาอยู่ที่โรงพยาบาลสงฆ์ และตึกวิทยาศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

ในปี พ.ศ. 2515 สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลได้จัดสรรเงินสาธารณกุศลให้เป็นค่าก่อสร้างอาคารที่ทำการสมาคมฯ จำนวน 1,720,000 บาท (หนึ่งล้านเจ็ดแสนสองหมื่นบาทถ้วน) ในที่ดินของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จำนวน 100.37 ตารางวา ตั้งอยู่ริมถนนศรีอยุธยา ตำบลทุ่งพญาไท กรุงเทพมหานคร ได้วางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2515 โดย ฯพณฯ จอมพลถนอม กิตติขจร อาคารสมาคมฯ นี้ได้รับความกรุณาจากสถาปนิก คำรบลักข์ สุรัสวดี โดยมิได้คิดค่าออกแบบแต่ประการใด เริ่มใช้เป็นที่ทำการสมาคมฯ ในเดือนพฤษภาคม 2516 จนถึงปัจจุบัน คือ เลขที่ 356/10 ถนนศรีอยุธยา เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400

ในปี พ.ศ. 2544 ในสมัยที่นางปรีดา จันทรุเบกษา เป็นนายกสมาคมฯ เล็งเห็นว่าอาคารสำนักงานของสมาคมฯ ได้ชำรุดทรุดโทรมตามสภาพการใช้งาน ควรได้รับการซ่อมแซม ปรับปรุงในบางจุด ตามความจำเป็น เนื่องจากมีงบประมาณจำกัด จึงได้ขอความอนุเคราะห์จากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ขอรับการสนับสนุนเงินบริจาคสาธารณประโยชน์ เพื่อสมทบกับเงินของสมาคมฯ ในการซ่อมแซมและบูรณะอาคาร ได้รับเงินสนับสนุน จำนวน 274,663 บาท (สองแสนเจ็ดหมื่นสี่พันหกต้อยหกสิบสามบาทถ้วน) สมทบกับเงินของสมาคมฯ จำนวน 119,750 บาท (หนึ่งแสนหนึ่งหมื่นเก้าพันเจ็ดร้อยห้าสิบบาทถ้วน) และได้เริ่มงานปรับปรุงตั้งแต่เดือนเมษายน 2544 แล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2544

สภาพอาคารโดยทั่วไปมีความมั่นคงแข็งแรง และนำสมัยเมื่อได้รับการซ่อมแซม และสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า แม้เวลาจะล่วงเลยมาถึง 30 ปี แล้วก็ตาม คณะกรรมการส่วนใหญ่มีความคุ้นเคย รักสถานที่ นอกจากจะเป็นที่ทำงาน ที่ประชุมสัมมนาจัดกิจกรรมต่าง ๆ แล้ว ยังเปิดโอกาสให้หน่วยงานอื่น ๆ มาขอใช้สถานที่เพื่อจัดทำกิจกรรมที่เป็นคุณประโยชน์ต่อสังคมเป็นบางโอกาสอีกด้วย

แผนผังสมาคมฯ

แผนผังการบริหารงานสมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ มีนาคม 2545 - มีนาคม 2547




สื่อมวลชนกับปัญหาการฆ่าตัวตาย




โดย ดร.สุรัตน์ เมธีกุล


"สื่อมวลชน มีอิทธิพลต่อการฆ่าตัวตายของประชาชนมากน้อยเพียงใดและถ้ามี มีได้อย่างไร เพราะเหตุใด"
ประเด็นที่กล่าวข้างต้น คือเรื่องที่ผมได้รับมอบหมายให้ช่วยออกความเห็น ในฐานะของนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ต่อประเด็นเรื่องอิทธิพลและผลของสื่อสารมวลชนที่มีผลกระทบต่อปัญหาการฆ่าตัวตายของประชาชน


สื่อมวลชนมีอิทธิพลในขอบเขตจำกัดหรือไม่
สื่อมวลชนมีอิทธิพลต่อความคิดและทัศนคติจริงหรือ ถ้าสื่อมวลชนมีอิทธิพลทุกด้านอย่างสิ้นเชิง ประชาชนจะตกอยู่ในฐานะเช่นใด และอะไรคือคำอธิบายในเรื่องนี้ มีนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนตั้งข้อสังเกตว่า สื่อมวลชนถึงแม้จะมีหลายประเภทและจำนวนมากก็ตาม เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง และโทรทัศน์ แต่ก็รายงานเหตุการณ์ค่อนข้างเหมือน ๆ กัน ในช่วงเดียวกัน ดังนั้นถ้าสื่อมวลชนมีอิทธิพลอย่างที่อ้างถึงประชาชนคงจะมีความเห็นไปในทางเดียวกันในปัญหาของชาติหรือของโลก แต่ในข้อเท็จจริงยังปรากฎว่ามีสื่ออื่น ๆ และสถาบันทางสังคม เช่น ผู้นำทางความคิดเห็น กลุ่มเพื่อน ครอบครัว สถาบันการศึกษา สถาบันการเมือง ต่างก็มีอิทธิพลต่อความคิด ทัศนคติและพฤติกรรมของบุคคลอย่างมากด้วย (สุรัตน์ เมธีกุล, 2545 : 85-6)
Hiebert (1982 : 54) ได้กล่าวถึงผลของการสื่อสาร (Effects of Communication) ว่าผลของการสื่อสารนั้นอาจจะมีกว้างขวางและหลากหลาย เกิดขึ้นได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว อาจเป็นผลที่เกิดขึ้นอย่างชัดแจ้งหรือแอบแฝง อาจจะมีผลอย่างรุนแรงหรือเบาบาง อาจจะเกิดขึ้นจากเนื้อหาของการสื่อสารที่มีอยู่หลากหลาย อาจจะเป็นผลกระทบในเชิงจิตวิทยาหรือการเมืองหรือเศรษฐกิจหรือสังคมวิทยา และอาจจะส่งผลต่อความคิด ค่านิยม ทักษะ ความชำนาญ รสนิยม และพฤติกรรมที่แสดงออกมา
ตามความคิดของ Harold D. Lasswell การสื่อสารที่เกิดขึ้นย่อมมีผลตามมาเสมอ ผลนั้นครอบคลุมถึงความหมายใน 3 ลักษณะคือ (1) การเปลี่ยนแปลงหรือข้อแตกต่างที่เกิดขึ้น (2) มุ่งให้เกิดอิทธิพลต่อผู้รับสาร และ (3) สัมฤทธิ์ผลในการสื่อสารทั้งทางด้านทัศนคติ ค่านิยม พฤติกรรมและอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นตามมา

สื่อมวลชนกับปัญหาการฆ่าตัวตาย
ปัญหาการฆ่าตัวตาย นักวิชาการหลายท่าน เคยกล่าวย้ำถึงการฆ่าตัวตายไว้ว่าไม่มีคนฆ่าตัวตายคนไหน ฆ่าตัวตาย เพราะเหตุใดเหตุหนึ่ง เพียงเหตุเดียว แต่จะเป็นเรื่องหลาย ๆ ด้าน รุมทับซ้อน และกดดันคน ๆ นั้น จนอยู่ในสภาวะทางจิตใจที่สับสน และรู้สึกทรมานที่จะมีชีวิตอยู่ ดังนั้น จะสรุปว่าคนฆ่าตัวตายเพราะสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง เช่น อกหัก น้อยใจ สอบตก ฯลฯ คงจะไม่ใช่ รวมทั้งสื่อมวลชนก็คงไม่เป็นสาเหตุอย่างเดียวของการฆ่าตัวตายหรือการพยายามฆ่าตัวตายแน่ ๆ
อิทธิพลของสื่อสารมวลชนมีมากต่อปัญหาการเลียนแบบการฆ่าตัวตายใช่หรือไม่? เช่น เมื่อหลายปีก่อน นักร้องซุปเปอร์สตาร์ของญี่ปุ่นกระโดดตึกตาย เป็นข่าวใหญ่โต หลังจากนั้นมีวัยรุ่นกระโดดตึกฆ่าตัวตายตามอย่างและมีบางกรณีผูกข้อมือติดกันแล้วกระโดดฆ่าตัวตายพร้อม ๆ กัน กลายเป็นข่าวครึกโครมยาวนานติดต่อกันเมื่อหลายปีที่ญี่ปุ่น (กรมสุขภาพจิต : 2541 : 7) ในประเทศไทยเองในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบันกรณีฆ่าตัวตายที่ถูกรายงานทางสื่อมวลชนโดยเฉพาะทางหนังสือพิมพ์ค่อนข้างมากติดต่อกัน เช่นมีการยิงตัวตายหนีปัญหาหนี้สิน หลังจากนั้นก็จะมีวิธีการฆ่าตัวตายหนีปัญหาหนี้สินในรายอื่น ๆ ตามมา หรือกรณีที่วัยรุ่นสอบตกหรือผลการเรียนตกต่ำ ก็ใช้วิธีการหนีปัญหาเหมือน ๆ กัน ด้วยการกระโดดตึกฆ่าตัวตาย ซึ่งดูเหมือนสื่อมวลชนไทยก็สนใจเรื่องการฆ่าตัวตายเหล่านี้มาก เช่นหนังสือพิมพ์มักจะเสนอข่าวในหน้าหนึ่ง และเสนอรายละเอียดของข่าวค่อนข้างมาก เช่นรายละเอียดของปัญหาที่เกิดขึ้น จนกระทั่งวิธีการฆ่าตัวตายซึ่งเสมือนเป็นตัวอย่างของ วิธีการแก้ปัญหาของคนที่เกิดความคับข้องทางจิตใจ เมื่อไม่สามารถแก้ปัญหาของตนเองได้ ก็ใช้วิธีฆ่าตัวตาย ดังนั้นสื่อมวลชนจึงถูกมองว่ามีการเสนอข่าวครึกโครมลักษณะเชิงกระตุ้นเร้าอารมณ์ (Sensational news) มากเกินไป กรณีข่าวการฆ่าตัวตาย จะมีส่วนให้เกิดการกระทำตามกันคือการเลียนแบบเกิดขึ้น เพราะในช่วงที่คนมีปัญหามักจะมีความสับสนในด้านจิตใจและอารมณ์ ซึ่งสภาพจิตใจที่เปราะบาง อาจจะทำให้เกิดความคิดชั่ววูบ ตัดสินใจฆ่าตัวตายเพื่อหนีปัญหา
การพยายามฆ่าตัวตาย ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดการสูญสิ้นชีวิตหรือผลร้ายต่อตนเอง แต่ยังเป็นการส่งผลกระทบถึงปัจจัยด้านอื่น ๆ อีก เช่น ผลกระทบต่อภาวะจิตใจ เศรษฐกิจและสังคม ของครอบครัวและญาตมิตรของบุคคลนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบุคคลนั้นไม่ตายและได้รับบาดเจ็บหรือพิการจากการกระทำของตนเอง ก็จะกลายเป็นภาระของครอบครัวและสังคมต่อไปอีก
ความหมายของการฆ่าตัวตายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ.2525 คำว่า "อัตวินิบาตกรรม" หมายถึงการฆ่าตัวตาย ซึ่งเป็นการกระทำด้วยวิธีใดก็ตาม จนเป็นเหตุให้สิ้นชีวิตหรือถึงแก่ความตายด้วยตนเอง การฆ่าตัวตาย อาจจะเป็นกรณีพยายามฆ่าตัวตาย (ทำหลายครั้ง) แต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากมีความคิดชั่ววูบที่อยากตายในช่วงชีวิตที่ประสบปัญหาเกิดความเครียดและสับสนในด้านจิตใจ หรือผู้ฆ่าตัวตาย ทำขึ้นเพื่อต่อรองเรียกร้องบางสิ่งบางอย่างใช้วิธีการที่ไม่เป็นอันตรายรุนแรง จะทำในเวลาและสถานที่ที่เห็นว่ามีคนอื่นสามารถช่วยเหลือได้ และกรณีที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด ก็คือคนที่พยายามฆ่าตัวตาย เพราะบุคคลผู้นั้น มีความต้องการตายจริง ๆ
จากการศึกษาโดยการวิจัยเรื่อง "ผ่านาทีวิกฤติ : วิเคราะห์มุมมองชาย-หญิง ผู้ผ่านการฆ่าตัวตาย" (มาโนช หล่อตระกูล และคณะ : 2543) พบว่า ผู้พยายามฆ่าตัวตายเพศชายมีอายุ 17 -40 ปี เพศหญิงอายุ 17 - 27 ปี ส่วนใหญ่ที่ศึกษา (มารับการรักษาที่โรงพยาบาลศูนย์เชียงรายประชานุเคราะห์) เป็นชาวชนบท การศึกษาระดับประถมและมัธยมต้น มีสถานภาพสมรสและเป็นโสดและแต่งงานแล้วพอ ๆ กัน ปัญหากดดัน ของเพศหญิง ส่วนใหญ่มาจากคู่รักหรือสามีไปมีหญิงอื่น ทำให้ตนเองรู้สึกไม่มั่นคงในขณะที่เพศชายจะมีปัญหาทะเลาะกับญาติใกล้ชิดหรือคู่ครอง ในผู้ที่แต่งงานแล้วครอบครัวเดิมยังมีบทบาทอยู่สูง ซึ่งในหลายรายพบว่าเป็นปัจจัยกดดัน เพศหญิงมักไม่มีคนสนิท หรือคนที่พอให้คำแนะนำได้ ส่วนเพศชายมักไม่พบปรึกษาใคร และมีการปรับตัวต่อปัญหาในทางลบ
ในหลักการของการสื่อสารนั้น มนุษย์ทำการสื่อสารและเปิดรับข่าวสารนั้นก็เพื่อประโยชน์ คลายความเหงา ต้องการเพื่อน ต้องการความบันเทิง หนีจากสภาพปัญหาต่าง ๆ นอกจากนี้อาจจะตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นตามความต้องการของตน ได้รับรู้ข่าวสารเพื่อประโยชน์ในด้านต่าง ๆ สร้างความพึงพอใจต่อตนเองและอาจมีผลต่อการปรับความรู้ ความคิด และพฤติกรรมได้ ดังนั้นเมื่อพิจารณาผลการวิจัยข้างต้นในปัญหาด้านการสื่อสารแล้วจะพบว่าทั้งชายและหญิงส่วนใหญ่ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นไม่มีการปรึกษากับผู้ใดซึ่งอาจจะมีส่วนช่วยเหลือหรือแนะนำแก้ปัญหาให้ได้ คำถามที่เกิดขึ้นขณะนี้ก็คือ ถ้าผู้คิดฆ่าตัวตายดังกล่าวมีโอกาสได้ปรึกษาหรือได้รับคำแนะนำจากบุคคลอื่น ๆ ซึ่งทำการสื่อสารกันโดยตรงหรือผ่านกระบวนการทางด้านสื่อสารมวลชน เขาจะคิดฆ่าตัวตายไหม? ซึ่งในงานวิจัยดังกล่าวไม่มีคำถามในส่วนนี้
สำหรับอีกคำถามหนึ่งที่น่าสนใจถามผู้คิดฆ่าตัวตายหรือพยายามฆ่าตัวตายก็คือ การเสนอข่าวของสื่อมวลชนเรื่องการฆ่าตัวตายอย่างครึกโครม มีผลอย่างไรบ้างสำหรับการตัดสินใจฆ่าตัวตายของเขา?
ในรายงานการสัมมนาโดยกรมสุขภาพจิต (อ้างแล้ว : 2541 9-10) กล่าวว่า ในปัญหาเรื่องที่มองว่าสื่อมวลชนเสนอข่าวการฆ่าตัวตายอย่างครึกโครมเป็นสาเหตุให้เกิดการฆ่าตัวตายมากขึ้นนั้น เป็นกรณีปัญหาเกิดขึ้นในประเทศออสเตรียเช่นกัน เช่นการฆ่าตัวตายโดยโดดให้รถไฟใต้ดินชน ซึ่งสื่อมวลชนในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในการเสนอข่าวจนทำให้สื่อมวลชนเองได้ร่วมมือกันกำหนดแนวทาง ลดความหวือหวาในการเสนอข่าวฆ่าตัวตายให้น้อยลง ผลปรากฎดังนี้ ในปี 1986-87 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเสนอข่าวครึกโครมเรื่องการฆ่าตัวตายโดยโดดให้รถไฟใต้ดินชนมีคนฆ่าตัวตายสูงถึง 22 ราย และหลังจากสื่อมวลชนงดการเสนอเรื่องการฆ่าตัวตายด้วยวิธีดังกล่าวในปี 1988 ผลก็คือจำนวนผู้ที่คิดฆ่าตัวตายโดยรถไฟใต้ดินลดลงอย่างชัดเจน คือมี 4 รายในปี 1989 และเหลือ 3 รายในปี 1990 รวมทั้งจำนวนผู้ที่พยายามฆ่าตัวตายโดยวิธีเดียวกันนี้ก็ลดลงด้วย

แนวทางในการทำงานของสื่อมวลชน
ปัญหาเรื่องฆ่าตัวตายเป็นปัญหาทางสังคมมากกว่าเป็นปัญหาทางการแพทย์แต่เพียงอย่างเดียว แม้ว่าการจัดบริการให้ความช่วยเหลือผู้อยู่ในภาวะวิกฤตของชีวิต และการให้การรักษาทางจิตเวชอย่างถูกต้องจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่มาตรการป้องกันการฆ่าตัวตายคงจะต้องอาศัยความร่วมมือในการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ และสื่อมวลชน โดยเฉพาะสื่อมวลชนซึ่งมีอิทธิพลและบทบาทมากในสังคมขณะนี้ ควรมีบทบาทและความรับผิดชอบเรื่องปัญหาการฆ่าตัวตายอย่างมากด้วย
การทำหน้าที่ด้านรายงานข่าว การเสนอความคิดเห็น รวมทั้งการให้ความรู้และคำปรึกษาของสื่อมวลชน น่าจะมีแนวทางในเรื่องต่อไปนี้ (ทัศนะของผู้เชี่ยวชาญฝ่ายต่าง ๆ ที่ผู้เขียนสรุปและประมวลมา)



  1. การเสนอข่าวฆ่าตัวตาย ควรระมัดระวังการใช้คำพูด และเนื้อหาที่เป็นการยุยงส่งเสริม หรือเกิดการตีความผิด ๆ ว่าเป็นทางออกของปัญหา

  2. สื่อมวลชนควรหลีกเลี่ยงการอธิบายโดยละเอียดถึงวิธีการและขั้นตอนการฆ่าตัวตาย เพราะจากสถิติของคนอเมริกัน 1 ใน 6 คน มีความคิดฆ่าตัวตายอยู่แล้ว แต่ไม่รู้จะฆ่าตัวตายอย่างไร และมักจะทำสำเร็จเมื่ออ่านจากข่าว (กรมสุขภาพจิต , 2541 : 43)

  3. ส่งเสริมให้มีการจัดรายการตอบปัญหาทางสุขภาพจิตทางสถานีวิทยุและ โทรทัศน์สำหรับประชาชน หรือการตอบปัญหาทางหนังสือพิมพ์ รวมทั้งการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งในปัญหาของบุคคลและครอบครัว เช่น ความสัมพันธ์ของบุคคลในครอบครัว ปัญหาด้านความรัก ความผิดหวังด้านการเรียน ปัญหาเศรษฐกิจ เป็นหนี้สิน เป็นต้น

  4. บทบาทของสื่อมวลชนที่ควรให้ความรู้ความเข้าใจ ลบความเชื่อ ความเข้าใจผิด ๆ ในเรื่องฆ่าตัวตาย รวมทั้งวิธีการที่จะช่วยให้บุคคลใกล้ชิด เช่น เพื่อน บุคคลในครอบครัว และเพื่อนร่วมงาน ช่วยดูแล ป้องกันปัญหาบุคคลใกล้ชิดที่คิดจะฆ่าตัวตาย

  5. ฯลฯ
    ข้อเสนอส่งท้าย
    อาจกล่าวได้ว่าในขณะนี้การศึกษาวิจัยในเรื่องของสื่อมวลชนที่มีต่อปัญหาการฆ่าตัวตายของประชาชน ยังไม่สามารถกล่าวสรุปอย่างชัดเจนโดยไม่มีข้อขัดแย้งเสียทีเดียว ทั้งในแง่ศึกษาจากผลกระทบซึ่งเกิดขึ้นจากอิทธิพลของสื่อมวลชน ที่มีต่อการฆ่าตัวตายของประชาชน หรือศึกษาอีกด้านหนึ่งคือการใช้ประโยชน์และความพึงพอใจของประชาชนในการใช้สื่อมวลชน อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นค่อนข้างตรงกันว่า สื่อมวลชนมีผลกระทบแน่ ๆ ต่อบุคคลซึ่งกำลังตกอยู่ในสภาพที่มีปัญหา มีความเครียดและสับสนทางอารมณ์ โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลที่เป็นวัยรุ่นซึ่งจิตใจเปราะบางและขาดประสบการณ์ในการตัดสินใจ
    สื่อมวลชนควรมีบทบาทอย่างไรต่อปัญหาฆ่าตัวตาย คงจะพูดกันได้มากมาย ทั้งในด้านการเสนอข่าว การเขียนข่าว การเสนอความคิดเห็น การให้ความรู้และการตอบปัญหาเรื่องการฆ่าตัวตาย เนื่องจากการฆ่าตัวตายเป็นปัญหาของสังคมที่นับวันปัญหาทวีความรุนแรงมากขึ้น และถ้าดูที่ต้นเหตุของปัญหาของการฆ่าตัวตายที่เกิดขึ้น ก็จะเห็นว่ามีหลายหน่วยงานที่มีบทบาทเกี่ยวข้องไม่ทางตรงก็เป็นทางอ้อม เช่น กรมสุขภาพจิต สมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทยฯ สถาบันการศึกษาและหน่วยงานด้านสถาบันครอบครัว ทั้งของรัฐและเอกชน แม้กระทั่งสถาบันทางศาสนา
    ดังนั้นการมีนโยบายและแผนการทำงานประสานกันระหว่างสถาบันต่าง ๆ เหล่านี้ กับสื่อมวลชน ในปัญหาการฆ่าตัวตาย น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาเรื่องการฆ่าตัวตายในภาพรวม แม้กระทั่งระดับของประเทศ โดยเฉพาะสื่อมวลชนก็จะได้มีข้อมูลและแนวทางการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข่าวหรือรูปแบบเนื้อหาด้านความรู้ หรือแนวทางการป้องกันปัญหาการฆ่าตัวตาย นอกจากนี้ถ้าหากมีกิจกรรมร่วมกัน ระหว่างสื่อมวลชนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านการประชุม สัมมนา แลกเปลี่ยนประสบการณ์และปัญหาร่วมกันเป็นประจำ ก็จะช่วยให้เกิดกลยุทธการจัดการต่อปัญหาการฆ่าตัวตาย ของสื่อมวลชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำได้ดีขึ้นและสามารถปฏิบัติได้ในทิศทางและกรอบนโยบายเดียวกันได้
บรรณานุกรม
กรมสุขภาพจิต, รายงานการสัมมนาเรื่องแนวทางการเสนอข่าวเชิงป้องกันการฆ่าตัวตาย, กระทรวงสาธารณสุข, 2541
นิอร รัตนาวรรณสิทธิ์ และคณะ, ปัญหาการฆ่าตัวตาย, รายงานในวิชา วส.301 การสื่อสารกับ สาธารณมติ, คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ปีการศึกษา 2545
มาโนช หล่อตระกูล, สุพรรณี เกกินะ, อัปษรศรี ธนไพศาล, ผ่านาฑีวิกฤติ : วิเคราะห์มุมมองชาย- หญิง ผู้ผ่านการฆ่าตัวตาย, บริษัทวงศ์กมลโปรดักชั่น จำกัด, 2543
สุรัตน์ เมธีกุล, การปฏิรูปสื่อในยุคสังคมไร้พรมแดน, วิเคราะห์สถานการณ์ แนวโน้มและผล กระทบที่มีต่อการปฏิรูปวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ของไทย, คณะวารสาร ศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2545
Hiebert, Ungurati and John, Mass Media : An Intrroduction to Modern Communication, Longman Inc., New York, 1982