"จิตใจ ดอท คอม" JITJAI.COM
Search
สมาคมสุขภาพจิต ฯ




ดร.สุรัตน์ เมธีกุล
อาจารย์ประจำ และอดีตคณบดี คณะวารสารศาสตร์ และสื่อสารมวลชน
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สื่อมวลชนกับปัญหาการฆ่าตัวตาย

โดย ดร.สุรัตน์ เมธีกุล

"สื่อมวลชน มีอิทธิพลต่อการฆ่าตัวตายของประชาชนมากน้อยเพียงใดและถ้ามี มีได้อย่างไร เพราะเหตุใด"

ประเด็นที่กล่าวข้างต้น คือเรื่องที่ผมได้รับมอบหมายให้ช่วยออกความเห็น ในฐานะของนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ต่อประเด็นเรื่องอิทธิพลและผลของสื่อสารมวลชนที่มีผลกระทบต่อปัญหาการฆ่าตัวตายของประชาชน

สื่อมวลชนมีอิทธิพลในขอบเขตจำกัดหรือไม่

สื่อมวลชนมีอิทธิพลต่อความคิดและทัศนคติจริงหรือ ถ้าสื่อมวลชนมีอิทธิพลทุกด้านอย่างสิ้นเชิง ประชาชนจะตกอยู่ในฐานะเช่นใด และอะไรคือคำอธิบายในเรื่องนี้ มีนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนตั้งข้อสังเกตว่า สื่อมวลชนถึงแม้จะมีหลายประเภทและจำนวนมากก็ตาม เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง และโทรทัศน์ แต่ก็รายงานเหตุการณ์ค่อนข้างเหมือน ๆ กัน ในช่วงเดียวกัน ดังนั้นถ้าสื่อมวลชนมีอิทธิพลอย่างที่อ้างถึงประชาชนคงจะมีความเห็นไปในทางเดียวกันในปัญหาของชาติหรือของโลก แต่ในข้อเท็จจริงยังปรากฎว่ามีสื่ออื่น ๆ และสถาบันทางสังคม เช่น ผู้นำทางความคิดเห็น กลุ่มเพื่อน ครอบครัว สถาบันการศึกษา สถาบันการเมือง ต่างก็มีอิทธิพลต่อความคิด ทัศนคติและพฤติกรรมของบุคคลอย่างมากด้วย (สุรัตน์ เมธีกุล, 2545 : 85-6)

Hiebert (1982 : 54) ได้กล่าวถึงผลของการสื่อสาร (Effects of Communication) ว่าผลของการสื่อสารนั้นอาจจะมีกว้างขวางและหลากหลาย เกิดขึ้นได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว อาจเป็นผลที่เกิดขึ้นอย่างชัดแจ้งหรือแอบแฝง อาจจะมีผลอย่างรุนแรงหรือเบาบาง อาจจะเกิดขึ้นจากเนื้อหาของการสื่อสารที่มีอยู่หลากหลาย อาจจะเป็นผลกระทบในเชิงจิตวิทยาหรือการเมืองหรือเศรษฐกิจหรือสังคมวิทยา และอาจจะส่งผลต่อความคิด ค่านิยม ทักษะ ความชำนาญ รสนิยม และพฤติกรรมที่แสดงออกมา

ตามความคิดของ Harold D. Lasswell การสื่อสารที่เกิดขึ้นย่อมมีผลตามมาเสมอ ผลนั้นครอบคลุมถึงความหมายใน 3 ลักษณะคือ (1) การเปลี่ยนแปลงหรือข้อแตกต่างที่เกิดขึ้น (2) มุ่งให้เกิดอิทธิพลต่อผู้รับสาร และ (3) สัมฤทธิ์ผลในการสื่อสารทั้งทางด้านทัศนคติ ค่านิยม พฤติกรรมและอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นตามมา

 

สื่อมวลชนกับปัญหาการฆ่าตัวตาย

ปัญหาการฆ่าตัวตาย นักวิชาการหลายท่าน เคยกล่าวย้ำถึงการฆ่าตัวตายไว้ว่าไม่มีคนฆ่าตัวตายคนไหน ฆ่าตัวตาย เพราะเหตุใดเหตุหนึ่ง เพียงเหตุเดียว แต่จะเป็นเรื่องหลาย ๆ ด้าน รุมทับซ้อน และกดดันคน ๆ นั้น จนอยู่ในสภาวะทางจิตใจที่สับสน และรู้สึกทรมานที่จะมีชีวิตอยู่ ดังนั้น จะสรุปว่าคนฆ่าตัวตายเพราะสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง เช่น อกหัก น้อยใจ สอบตก ฯลฯ คงจะไม่ใช่ รวมทั้งสื่อมวลชนก็คงไม่เป็นสาเหตุอย่างเดียวของการฆ่าตัวตายหรือการพยายามฆ่าตัวตายแน่ ๆ

อิทธิพลของสื่อสารมวลชนมีมากต่อปัญหาการเลียนแบบการฆ่าตัวตายใช่หรือไม่? เช่น เมื่อหลายปีก่อน นักร้องซุปเปอร์สตาร์ของญี่ปุ่นกระโดดตึกตาย เป็นข่าวใหญ่โต หลังจากนั้นมีวัยรุ่นกระโดดตึกฆ่าตัวตายตามอย่างและมีบางกรณีผูกข้อมือติดกันแล้วกระโดดฆ่าตัวตายพร้อม ๆ กัน กลายเป็นข่าวครึกโครมยาวนานติดต่อกันเมื่อหลายปีที่ญี่ปุ่น (กรมสุขภาพจิต : 2541 : 7) ในประเทศไทยเองในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบันกรณีฆ่าตัวตายที่ถูกรายงานทางสื่อมวลชนโดยเฉพาะทางหนังสือพิมพ์ค่อนข้างมากติดต่อกัน เช่นมีการยิงตัวตายหนีปัญหาหนี้สิน หลังจากนั้นก็จะมีวิธีการฆ่าตัวตายหนีปัญหาหนี้สินในรายอื่น ๆ ตามมา หรือกรณีที่วัยรุ่นสอบตกหรือผลการเรียนตกต่ำ ก็ใช้วิธีการหนีปัญหาเหมือน ๆ กัน ด้วยการกระโดดตึกฆ่าตัวตาย ซึ่งดูเหมือนสื่อมวลชนไทยก็สนใจเรื่องการฆ่าตัวตายเหล่านี้มาก เช่นหนังสือพิมพ์มักจะเสนอข่าวในหน้าหนึ่ง และเสนอรายละเอียดของข่าวค่อนข้างมาก เช่นรายละเอียดของปัญหาที่เกิดขึ้น จนกระทั่งวิธีการฆ่าตัวตายซึ่งเสมือนเป็นตัวอย่างของ วิธีการแก้ปัญหาของคนที่เกิดความคับข้องทางจิตใจ เมื่อไม่สามารถแก้ปัญหาของตนเองได้ ก็ใช้วิธีฆ่าตัวตาย ดังนั้นสื่อมวลชนจึงถูกมองว่ามีการเสนอข่าวครึกโครมลักษณะเชิงกระตุ้นเร้าอารมณ์ (Sensational news) มากเกินไป กรณีข่าวการฆ่าตัวตาย จะมีส่วนให้เกิดการกระทำตามกันคือการเลียนแบบเกิดขึ้น เพราะในช่วงที่คนมีปัญหามักจะมีความสับสนในด้านจิตใจและอารมณ์ ซึ่งสภาพจิตใจที่เปราะบาง อาจจะทำให้เกิดความคิดชั่ววูบ ตัดสินใจฆ่าตัวตายเพื่อหนีปัญหา

การพยายามฆ่าตัวตาย ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดการสูญสิ้นชีวิตหรือผลร้ายต่อตนเอง แต่ยังเป็นการส่งผลกระทบถึงปัจจัยด้านอื่น ๆ อีก เช่น ผลกระทบต่อภาวะจิตใจ เศรษฐกิจและสังคม ของครอบครัวและญาตมิตรของบุคคลนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบุคคลนั้นไม่ตายและได้รับบาดเจ็บหรือพิการจากการกระทำของตนเอง ก็จะกลายเป็นภาระของครอบครัวและสังคมต่อไปอีก

ความหมายของการฆ่าตัวตายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ.2525 คำว่า "อัตวินิบาตกรรม" หมายถึงการฆ่าตัวตาย ซึ่งเป็นการกระทำด้วยวิธีใดก็ตาม จนเป็นเหตุให้สิ้นชีวิตหรือถึงแก่ความตายด้วยตนเอง การฆ่าตัวตาย อาจจะเป็นกรณีพยายามฆ่าตัวตาย (ทำหลายครั้ง) แต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากมีความคิดชั่ววูบที่อยากตายในช่วงชีวิตที่ประสบปัญหาเกิดความเครียดและสับสนในด้านจิตใจ หรือผู้ฆ่าตัวตาย ทำขึ้นเพื่อต่อรองเรียกร้องบางสิ่งบางอย่างใช้วิธีการที่ไม่เป็นอันตรายรุนแรง จะทำในเวลาและสถานที่ที่เห็นว่ามีคนอื่นสามารถช่วยเหลือได้ และกรณีที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด ก็คือคนที่พยายามฆ่าตัวตาย เพราะบุคคลผู้นั้น มีความต้องการตายจริง ๆ

จากการศึกษาโดยการวิจัยเรื่อง "ผ่านาทีวิกฤติ : วิเคราะห์มุมมองชาย-หญิง ผู้ผ่านการฆ่าตัวตาย" (มาโนช หล่อตระกูล และคณะ : 2543) พบว่า ผู้พยายามฆ่าตัวตายเพศชายมีอายุ 17 -40 ปี เพศหญิงอายุ 17 - 27 ปี ส่วนใหญ่ที่ศึกษา (มารับการรักษาที่โรงพยาบาลศูนย์เชียงรายประชานุเคราะห์) เป็นชาวชนบท การศึกษาระดับประถมและมัธยมต้น มีสถานภาพสมรสและเป็นโสดและแต่งงานแล้วพอ ๆ กัน ปัญหากดดัน ของเพศหญิง ส่วนใหญ่มาจากคู่รักหรือสามีไปมีหญิงอื่น ทำให้ตนเองรู้สึกไม่มั่นคงในขณะที่เพศชายจะมีปัญหาทะเลาะกับญาติใกล้ชิดหรือคู่ครอง ในผู้ที่แต่งงานแล้วครอบครัวเดิมยังมีบทบาทอยู่สูง ซึ่งในหลายรายพบว่าเป็นปัจจัยกดดัน เพศหญิงมักไม่มีคนสนิท หรือคนที่พอให้คำแนะนำได้ ส่วนเพศชายมักไม่พบปรึกษาใคร และมีการปรับตัวต่อปัญหาในทางลบ

ในหลักการของการสื่อสารนั้น มนุษย์ทำการสื่อสารและเปิดรับข่าวสารนั้นก็เพื่อประโยชน์ คลายความเหงา ต้องการเพื่อน ต้องการความบันเทิง หนีจากสภาพปัญหาต่าง ๆ นอกจากนี้อาจจะตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นตามความต้องการของตน ได้รับรู้ข่าวสารเพื่อประโยชน์ในด้านต่าง ๆ สร้างความพึงพอใจต่อตนเองและอาจมีผลต่อการปรับความรู้ ความคิด และพฤติกรรมได้ ดังนั้นเมื่อพิจารณาผลการวิจัยข้างต้นในปัญหาด้านการสื่อสารแล้วจะพบว่าทั้งชายและหญิงส่วนใหญ่ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นไม่มีการปรึกษากับผู้ใดซึ่งอาจจะมีส่วนช่วยเหลือหรือแนะนำแก้ปัญหาให้ได้ คำถามที่เกิดขึ้นขณะนี้ก็คือ ถ้าผู้คิดฆ่าตัวตายดังกล่าวมีโอกาสได้ปรึกษาหรือได้รับคำแนะนำจากบุคคลอื่น ๆ ซึ่งทำการสื่อสารกันโดยตรงหรือผ่านกระบวนการทางด้านสื่อสารมวลชน เขาจะคิดฆ่าตัวตายไหม? ซึ่งในงานวิจัยดังกล่าวไม่มีคำถามในส่วนนี้

สำหรับอีกคำถามหนึ่งที่น่าสนใจถามผู้คิดฆ่าตัวตายหรือพยายามฆ่าตัวตายก็คือ การเสนอข่าวของสื่อมวลชนเรื่องการฆ่าตัวตายอย่างครึกโครม มีผลอย่างไรบ้างสำหรับการตัดสินใจฆ่าตัวตายของเขา?

ในรายงานการสัมมนาโดยกรมสุขภาพจิต (อ้างแล้ว : 2541 9-10) กล่าวว่า ในปัญหาเรื่องที่มองว่าสื่อมวลชนเสนอข่าวการฆ่าตัวตายอย่างครึกโครมเป็นสาเหตุให้เกิดการฆ่าตัวตายมากขึ้นนั้น เป็นกรณีปัญหาเกิดขึ้นในประเทศออสเตรียเช่นกัน เช่นการฆ่าตัวตายโดยโดดให้รถไฟใต้ดินชน ซึ่งสื่อมวลชนในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในการเสนอข่าวจนทำให้สื่อมวลชนเองได้ร่วมมือกันกำหนดแนวทาง ลดความหวือหวาในการเสนอข่าวฆ่าตัวตายให้น้อยลง ผลปรากฎดังนี้ ในปี 1986-87 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเสนอข่าวครึกโครมเรื่องการฆ่าตัวตายโดยโดดให้รถไฟใต้ดินชนมีคนฆ่าตัวตายสูงถึง 22 ราย และหลังจากสื่อมวลชนงดการเสนอเรื่องการฆ่าตัวตายด้วยวิธีดังกล่าวในปี 1988 ผลก็คือจำนวนผู้ที่คิดฆ่าตัวตายโดยรถไฟใต้ดินลดลงอย่างชัดเจน คือมี 4 รายในปี 1989 และเหลือ 3 รายในปี 1990 รวมทั้งจำนวนผู้ที่พยายามฆ่าตัวตายโดยวิธีเดียวกันนี้ก็ลดลงด้วย

แนวทางในการทำงานของสื่อมวลชน

ปัญหาเรื่องฆ่าตัวตายเป็นปัญหาทางสังคมมากกว่าเป็นปัญหาทางการแพทย์แต่เพียงอย่างเดียว แม้ว่าการจัดบริการให้ความช่วยเหลือผู้อยู่ในภาวะวิกฤตของชีวิต และการให้การรักษาทางจิตเวชอย่างถูกต้องจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่มาตรการป้องกันการฆ่าตัวตายคงจะต้องอาศัยความร่วมมือในการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ และสื่อมวลชน โดยเฉพาะสื่อมวลชนซึ่งมีอิทธิพลและบทบาทมากในสังคมขณะนี้ ควรมีบทบาทและความรับผิดชอบเรื่องปัญหาการฆ่าตัวตายอย่างมากด้วย

การทำหน้าที่ด้านรายงานข่าว การเสนอความคิดเห็น รวมทั้งการให้ความรู้และคำปรึกษาของสื่อมวลชน น่าจะมีแนวทางในเรื่องต่อไปนี้ (ทัศนะของผู้เชี่ยวชาญฝ่ายต่าง ๆ ที่ผู้เขียนสรุปและประมวลมา)

  1. การเสนอข่าวฆ่าตัวตาย ควรระมัดระวังการใช้คำพูด และเนื้อหาที่เป็นการยุยงส่งเสริม หรือเกิดการตีความผิด ๆ ว่าเป็นทางออกของปัญหา
  2. สื่อมวลชนควรหลีกเลี่ยงการอธิบายโดยละเอียดถึงวิธีการและขั้นตอนการฆ่าตัวตาย เพราะจากสถิติของคนอเมริกัน 1 ใน 6 คน มีความคิดฆ่าตัวตายอยู่แล้ว แต่ไม่รู้จะฆ่าตัวตายอย่างไร และมักจะทำสำเร็จเมื่ออ่านจากข่าว (กรมสุขภาพจิต , 2541 : 43)
  3. ส่งเสริมให้มีการจัดรายการตอบปัญหาทางสุขภาพจิตทางสถานีวิทยุและ โทรทัศน์สำหรับประชาชน หรือการตอบปัญหาทางหนังสือพิมพ์ รวมทั้งการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งในปัญหาของบุคคลและครอบครัว เช่น ความสัมพันธ์ของบุคคลในครอบครัว ปัญหาด้านความรัก ความผิดหวังด้านการเรียน ปัญหาเศรษฐกิจ เป็นหนี้สิน เป็นต้น
  4. บทบาทของสื่อมวลชนที่ควรให้ความรู้ความเข้าใจ ลบความเชื่อ ความเข้าใจผิด ๆ ในเรื่องฆ่าตัวตาย รวมทั้งวิธีการที่จะช่วยให้บุคคลใกล้ชิด เช่น เพื่อน บุคคลในครอบครัว และเพื่อนร่วมงาน ช่วยดูแล ป้องกันปัญหาบุคคลใกล้ชิดที่คิดจะฆ่าตัวตาย
  5. ฯลฯ

ข้อเสนอส่งท้าย

อาจกล่าวได้ว่าในขณะนี้การศึกษาวิจัยในเรื่องของสื่อมวลชนที่มีต่อปัญหาการฆ่าตัวตายของประชาชน ยังไม่สามารถกล่าวสรุปอย่างชัดเจนโดยไม่มีข้อขัดแย้งเสียทีเดียว ทั้งในแง่ศึกษาจากผลกระทบซึ่งเกิดขึ้นจากอิทธิพลของสื่อมวลชน ที่มีต่อการฆ่าตัวตายของประชาชน หรือศึกษาอีกด้านหนึ่งคือการใช้ประโยชน์และความพึงพอใจของประชาชนในการใช้สื่อมวลชน อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นค่อนข้างตรงกันว่า สื่อมวลชนมีผลกระทบแน่ ๆ ต่อบุคคลซึ่งกำลังตกอยู่ในสภาพที่มีปัญหา มีความเครียดและสับสนทางอารมณ์ โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลที่เป็นวัยรุ่นซึ่งจิตใจเปราะบางและขาดประสบการณ์ในการตัดสินใจ

สื่อมวลชนควรมีบทบาทอย่างไรต่อปัญหาฆ่าตัวตาย คงจะพูดกันได้มากมาย ทั้งในด้านการเสนอข่าว การเขียนข่าว การเสนอความคิดเห็น การให้ความรู้และการตอบปัญหาเรื่องการฆ่าตัวตาย เนื่องจากการฆ่าตัวตายเป็นปัญหาของสังคมที่นับวันปัญหาทวีความรุนแรงมากขึ้น และถ้าดูที่ต้นเหตุของปัญหาของการฆ่าตัวตายที่เกิดขึ้น ก็จะเห็นว่ามีหลายหน่วยงานที่มีบทบาทเกี่ยวข้องไม่ทางตรงก็เป็นทางอ้อม เช่น กรมสุขภาพจิต สมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทยฯ สถาบันการศึกษาและหน่วยงานด้านสถาบันครอบครัว ทั้งของรัฐและเอกชน แม้กระทั่งสถาบันทางศาสนา

ดังนั้นการมีนโยบายและแผนการทำงานประสานกันระหว่างสถาบันต่าง ๆ เหล่านี้ กับสื่อมวลชน ในปัญหาการฆ่าตัวตาย น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาเรื่องการฆ่าตัวตายในภาพรวม แม้กระทั่งระดับของประเทศ โดยเฉพาะสื่อมวลชนก็จะได้มีข้อมูลและแนวทางการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข่าวหรือรูปแบบเนื้อหาด้านความรู้ หรือแนวทางการป้องกันปัญหาการฆ่าตัวตาย นอกจากนี้ถ้าหากมีกิจกรรมร่วมกัน ระหว่างสื่อมวลชนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านการประชุม สัมมนา แลกเปลี่ยนประสบการณ์และปัญหาร่วมกันเป็นประจำ ก็จะช่วยให้เกิดกลยุทธการจัดการต่อปัญหาการฆ่าตัวตาย ของสื่อมวลชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำได้ดีขึ้นและสามารถปฏิบัติได้ในทิศทางและกรอบนโยบายเดียวกันได้

บรรณานุกรม

กรมสุขภาพจิต, รายงานการสัมมนาเรื่องแนวทางการเสนอข่าวเชิงป้องกันการฆ่าตัวตาย, กระทรวงสาธารณสุข, 2541

นิอร รัตนาวรรณสิทธิ์ และคณะ, ปัญหาการฆ่าตัวตาย, รายงานในวิชา วส.301 การสื่อสารกับ สาธารณมติ, คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ปีการศึกษา 2545

มาโนช หล่อตระกูล, สุพรรณี เกกินะ, อัปษรศรี ธนไพศาล, ผ่านาฑีวิกฤติ : วิเคราะห์มุมมองชาย- หญิง ผู้ผ่านการฆ่าตัวตาย, บริษัทวงศ์กมลโปรดักชั่น จำกัด, 2543

สุรัตน์ เมธีกุล, การปฏิรูปสื่อในยุคสังคมไร้พรมแดน, วิเคราะห์สถานการณ์ แนวโน้มและผล กระทบที่มีต่อการปฏิรูปวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ของไทย, คณะวารสาร ศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2545

Hiebert, Ungurati and John, Mass Media : An Intrroduction to Modern Communication, Longman Inc., New York, 1982

สมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมป์ อาคารสมาคมสุขภาพจิตฯ เลขที่ 356/10 ถนนศรีอยุธยา กรุงเทพฯ 10400