|
สื่อมวลชนมีอิทธิพลในขอบเขตจำกัดหรือไม่
สื่อมวลชนมีอิทธิพลต่อความคิดและทัศนคติจริงหรือ
ถ้าสื่อมวลชนมีอิทธิพลทุกด้านอย่างสิ้นเชิง ประชาชนจะตกอยู่ในฐานะเช่นใด
และอะไรคือคำอธิบายในเรื่องนี้ มีนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนตั้งข้อสังเกตว่า
สื่อมวลชนถึงแม้จะมีหลายประเภทและจำนวนมากก็ตาม เช่น หนังสือพิมพ์
วิทยุกระจายเสียง และโทรทัศน์ แต่ก็รายงานเหตุการณ์ค่อนข้างเหมือน
ๆ กัน ในช่วงเดียวกัน ดังนั้นถ้าสื่อมวลชนมีอิทธิพลอย่างที่อ้างถึงประชาชนคงจะมีความเห็นไปในทางเดียวกันในปัญหาของชาติหรือของโลก
แต่ในข้อเท็จจริงยังปรากฎว่ามีสื่ออื่น ๆ และสถาบันทางสังคม
เช่น ผู้นำทางความคิดเห็น กลุ่มเพื่อน ครอบครัว สถาบันการศึกษา
สถาบันการเมือง ต่างก็มีอิทธิพลต่อความคิด ทัศนคติและพฤติกรรมของบุคคลอย่างมากด้วย
(สุรัตน์ เมธีกุล, 2545 : 85-6)
Hiebert
(1982 : 54) ได้กล่าวถึงผลของการสื่อสาร
(Effects
of Communication) ว่าผลของการสื่อสารนั้นอาจจะมีกว้างขวางและหลากหลาย
เกิดขึ้นได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว อาจเป็นผลที่เกิดขึ้นอย่างชัดแจ้งหรือแอบแฝง
อาจจะมีผลอย่างรุนแรงหรือเบาบาง อาจจะเกิดขึ้นจากเนื้อหาของการสื่อสารที่มีอยู่หลากหลาย
อาจจะเป็นผลกระทบในเชิงจิตวิทยาหรือการเมืองหรือเศรษฐกิจหรือสังคมวิทยา
และอาจจะส่งผลต่อความคิด ค่านิยม ทักษะ ความชำนาญ รสนิยม และพฤติกรรมที่แสดงออกมา
ตามความคิดของ
Harold
D. Lasswell การสื่อสารที่เกิดขึ้นย่อมมีผลตามมาเสมอ
ผลนั้นครอบคลุมถึงความหมายใน 3 ลักษณะคือ (1) การเปลี่ยนแปลงหรือข้อแตกต่างที่เกิดขึ้น
(2) มุ่งให้เกิดอิทธิพลต่อผู้รับสาร และ (3) สัมฤทธิ์ผลในการสื่อสารทั้งทางด้านทัศนคติ
ค่านิยม พฤติกรรมและอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นตามมา
สื่อมวลชนกับปัญหาการฆ่าตัวตาย
ปัญหาการฆ่าตัวตาย
นักวิชาการหลายท่าน เคยกล่าวย้ำถึงการฆ่าตัวตายไว้ว่าไม่มีคนฆ่าตัวตายคนไหน
ฆ่าตัวตาย เพราะเหตุใดเหตุหนึ่ง เพียงเหตุเดียว แต่จะเป็นเรื่องหลาย
ๆ ด้าน รุมทับซ้อน และกดดันคน ๆ นั้น จนอยู่ในสภาวะทางจิตใจที่สับสน
และรู้สึกทรมานที่จะมีชีวิตอยู่ ดังนั้น จะสรุปว่าคนฆ่าตัวตายเพราะสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง
เช่น อกหัก น้อยใจ สอบตก ฯลฯ คงจะไม่ใช่ รวมทั้งสื่อมวลชนก็คงไม่เป็นสาเหตุอย่างเดียวของการฆ่าตัวตายหรือการพยายามฆ่าตัวตายแน่
ๆ
อิทธิพลของสื่อสารมวลชนมีมากต่อปัญหาการเลียนแบบการฆ่าตัวตายใช่หรือไม่?
เช่น เมื่อหลายปีก่อน นักร้องซุปเปอร์สตาร์ของญี่ปุ่นกระโดดตึกตาย
เป็นข่าวใหญ่โต หลังจากนั้นมีวัยรุ่นกระโดดตึกฆ่าตัวตายตามอย่างและมีบางกรณีผูกข้อมือติดกันแล้วกระโดดฆ่าตัวตายพร้อม
ๆ กัน กลายเป็นข่าวครึกโครมยาวนานติดต่อกันเมื่อหลายปีที่ญี่ปุ่น
(กรมสุขภาพจิต : 2541 : 7) ในประเทศไทยเองในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบันกรณีฆ่าตัวตายที่ถูกรายงานทางสื่อมวลชนโดยเฉพาะทางหนังสือพิมพ์ค่อนข้างมากติดต่อกัน
เช่นมีการยิงตัวตายหนีปัญหาหนี้สิน หลังจากนั้นก็จะมีวิธีการฆ่าตัวตายหนีปัญหาหนี้สินในรายอื่น
ๆ ตามมา หรือกรณีที่วัยรุ่นสอบตกหรือผลการเรียนตกต่ำ ก็ใช้วิธีการหนีปัญหาเหมือน
ๆ กัน ด้วยการกระโดดตึกฆ่าตัวตาย ซึ่งดูเหมือนสื่อมวลชนไทยก็สนใจเรื่องการฆ่าตัวตายเหล่านี้มาก
เช่นหนังสือพิมพ์มักจะเสนอข่าวในหน้าหนึ่ง และเสนอรายละเอียดของข่าวค่อนข้างมาก
เช่นรายละเอียดของปัญหาที่เกิดขึ้น จนกระทั่งวิธีการฆ่าตัวตายซึ่งเสมือนเป็นตัวอย่างของ
วิธีการแก้ปัญหาของคนที่เกิดความคับข้องทางจิตใจ เมื่อไม่สามารถแก้ปัญหาของตนเองได้
ก็ใช้วิธีฆ่าตัวตาย ดังนั้นสื่อมวลชนจึงถูกมองว่ามีการเสนอข่าวครึกโครมลักษณะเชิงกระตุ้นเร้าอารมณ์
(Sensational news) มากเกินไป กรณีข่าวการฆ่าตัวตาย จะมีส่วนให้เกิดการกระทำตามกันคือการเลียนแบบเกิดขึ้น
เพราะในช่วงที่คนมีปัญหามักจะมีความสับสนในด้านจิตใจและอารมณ์
ซึ่งสภาพจิตใจที่เปราะบาง อาจจะทำให้เกิดความคิดชั่ววูบ ตัดสินใจฆ่าตัวตายเพื่อหนีปัญหา
การพยายามฆ่าตัวตาย
ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดการสูญสิ้นชีวิตหรือผลร้ายต่อตนเอง แต่ยังเป็นการส่งผลกระทบถึงปัจจัยด้านอื่น
ๆ อีก เช่น ผลกระทบต่อภาวะจิตใจ เศรษฐกิจและสังคม ของครอบครัวและญาตมิตรของบุคคลนั้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบุคคลนั้นไม่ตายและได้รับบาดเจ็บหรือพิการจากการกระทำของตนเอง
ก็จะกลายเป็นภาระของครอบครัวและสังคมต่อไปอีก
ความหมายของการฆ่าตัวตายตามพจนานุกรม
ฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ.2525 คำว่า "อัตวินิบาตกรรม" หมายถึงการฆ่าตัวตาย
ซึ่งเป็นการกระทำด้วยวิธีใดก็ตาม จนเป็นเหตุให้สิ้นชีวิตหรือถึงแก่ความตายด้วยตนเอง
การฆ่าตัวตาย อาจจะเป็นกรณีพยายามฆ่าตัวตาย (ทำหลายครั้ง) แต่ไม่สำเร็จ
เนื่องจากมีความคิดชั่ววูบที่อยากตายในช่วงชีวิตที่ประสบปัญหาเกิดความเครียดและสับสนในด้านจิตใจ
หรือผู้ฆ่าตัวตาย ทำขึ้นเพื่อต่อรองเรียกร้องบางสิ่งบางอย่างใช้วิธีการที่ไม่เป็นอันตรายรุนแรง
จะทำในเวลาและสถานที่ที่เห็นว่ามีคนอื่นสามารถช่วยเหลือได้ และกรณีที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด
ก็คือคนที่พยายามฆ่าตัวตาย เพราะบุคคลผู้นั้น มีความต้องการตายจริง
ๆ
จากการศึกษาโดยการวิจัยเรื่อง
"ผ่านาทีวิกฤติ : วิเคราะห์มุมมองชาย-หญิง ผู้ผ่านการฆ่าตัวตาย"
(มาโนช หล่อตระกูล และคณะ : 2543) พบว่า ผู้พยายามฆ่าตัวตายเพศชายมีอายุ
17 -40 ปี เพศหญิงอายุ 17 - 27 ปี ส่วนใหญ่ที่ศึกษา (มารับการรักษาที่โรงพยาบาลศูนย์เชียงรายประชานุเคราะห์)
เป็นชาวชนบท การศึกษาระดับประถมและมัธยมต้น มีสถานภาพสมรสและเป็นโสดและแต่งงานแล้วพอ
ๆ กัน ปัญหากดดัน ของเพศหญิง ส่วนใหญ่มาจากคู่รักหรือสามีไปมีหญิงอื่น
ทำให้ตนเองรู้สึกไม่มั่นคงในขณะที่เพศชายจะมีปัญหาทะเลาะกับญาติใกล้ชิดหรือคู่ครอง
ในผู้ที่แต่งงานแล้วครอบครัวเดิมยังมีบทบาทอยู่สูง ซึ่งในหลายรายพบว่าเป็นปัจจัยกดดัน
เพศหญิงมักไม่มีคนสนิท หรือคนที่พอให้คำแนะนำได้ ส่วนเพศชายมักไม่พบปรึกษาใคร
และมีการปรับตัวต่อปัญหาในทางลบ
ในหลักการของการสื่อสารนั้น
มนุษย์ทำการสื่อสารและเปิดรับข่าวสารนั้นก็เพื่อประโยชน์ คลายความเหงา
ต้องการเพื่อน ต้องการความบันเทิง หนีจากสภาพปัญหาต่าง ๆ นอกจากนี้อาจจะตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นตามความต้องการของตน
ได้รับรู้ข่าวสารเพื่อประโยชน์ในด้านต่าง ๆ สร้างความพึงพอใจต่อตนเองและอาจมีผลต่อการปรับความรู้
ความคิด และพฤติกรรมได้ ดังนั้นเมื่อพิจารณาผลการวิจัยข้างต้นในปัญหาด้านการสื่อสารแล้วจะพบว่าทั้งชายและหญิงส่วนใหญ่
เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นไม่มีการปรึกษากับผู้ใดซึ่งอาจจะมีส่วนช่วยเหลือหรือแนะนำแก้ปัญหาให้ได้
คำถามที่เกิดขึ้นขณะนี้ก็คือ ถ้าผู้คิดฆ่าตัวตายดังกล่าวมีโอกาสได้ปรึกษาหรือได้รับคำแนะนำจากบุคคลอื่น
ๆ ซึ่งทำการสื่อสารกันโดยตรงหรือผ่านกระบวนการทางด้านสื่อสารมวลชน
เขาจะคิดฆ่าตัวตายไหม? ซึ่งในงานวิจัยดังกล่าวไม่มีคำถามในส่วนนี้
สำหรับอีกคำถามหนึ่งที่น่าสนใจถามผู้คิดฆ่าตัวตายหรือพยายามฆ่าตัวตายก็คือ
การเสนอข่าวของสื่อมวลชนเรื่องการฆ่าตัวตายอย่างครึกโครม มีผลอย่างไรบ้างสำหรับการตัดสินใจฆ่าตัวตายของเขา?
ในรายงานการสัมมนาโดยกรมสุขภาพจิต
(อ้างแล้ว : 2541 9-10) กล่าวว่า ในปัญหาเรื่องที่มองว่าสื่อมวลชนเสนอข่าวการฆ่าตัวตายอย่างครึกโครมเป็นสาเหตุให้เกิดการฆ่าตัวตายมากขึ้นนั้น
เป็นกรณีปัญหาเกิดขึ้นในประเทศออสเตรียเช่นกัน เช่นการฆ่าตัวตายโดยโดดให้รถไฟใต้ดินชน
ซึ่งสื่อมวลชนในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในการเสนอข่าวจนทำให้สื่อมวลชนเองได้ร่วมมือกันกำหนดแนวทาง
ลดความหวือหวาในการเสนอข่าวฆ่าตัวตายให้น้อยลง ผลปรากฎดังนี้
ในปี 1986-87 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเสนอข่าวครึกโครมเรื่องการฆ่าตัวตายโดยโดดให้รถไฟใต้ดินชนมีคนฆ่าตัวตายสูงถึง
22 ราย และหลังจากสื่อมวลชนงดการเสนอเรื่องการฆ่าตัวตายด้วยวิธีดังกล่าวในปี
1988 ผลก็คือจำนวนผู้ที่คิดฆ่าตัวตายโดยรถไฟใต้ดินลดลงอย่างชัดเจน
คือมี 4 รายในปี 1989 และเหลือ 3 รายในปี 1990 รวมทั้งจำนวนผู้ที่พยายามฆ่าตัวตายโดยวิธีเดียวกันนี้ก็ลดลงด้วย
แนวทางในการทำงานของสื่อมวลชน
ปัญหาเรื่องฆ่าตัวตายเป็นปัญหาทางสังคมมากกว่าเป็นปัญหาทางการแพทย์แต่เพียงอย่างเดียว
แม้ว่าการจัดบริการให้ความช่วยเหลือผู้อยู่ในภาวะวิกฤตของชีวิต
และการให้การรักษาทางจิตเวชอย่างถูกต้องจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่มาตรการป้องกันการฆ่าตัวตายคงจะต้องอาศัยความร่วมมือในการทำงานของหน่วยงานต่าง
ๆ และสื่อมวลชน โดยเฉพาะสื่อมวลชนซึ่งมีอิทธิพลและบทบาทมากในสังคมขณะนี้
ควรมีบทบาทและความรับผิดชอบเรื่องปัญหาการฆ่าตัวตายอย่างมากด้วย
การทำหน้าที่ด้านรายงานข่าว
การเสนอความคิดเห็น รวมทั้งการให้ความรู้และคำปรึกษาของสื่อมวลชน
น่าจะมีแนวทางในเรื่องต่อไปนี้ (ทัศนะของผู้เชี่ยวชาญฝ่ายต่าง
ๆ ที่ผู้เขียนสรุปและประมวลมา)
-
การเสนอข่าวฆ่าตัวตาย ควรระมัดระวังการใช้คำพูด และเนื้อหาที่เป็นการยุยงส่งเสริม
หรือเกิดการตีความผิด ๆ ว่าเป็นทางออกของปัญหา
-
สื่อมวลชนควรหลีกเลี่ยงการอธิบายโดยละเอียดถึงวิธีการและขั้นตอนการฆ่าตัวตาย
เพราะจากสถิติของคนอเมริกัน 1 ใน 6 คน มีความคิดฆ่าตัวตายอยู่แล้ว
แต่ไม่รู้จะฆ่าตัวตายอย่างไร และมักจะทำสำเร็จเมื่ออ่านจากข่าว
(กรมสุขภาพจิต , 2541 : 43)
-
ส่งเสริมให้มีการจัดรายการตอบปัญหาทางสุขภาพจิตทางสถานีวิทยุและ
โทรทัศน์สำหรับประชาชน หรือการตอบปัญหาทางหนังสือพิมพ์ รวมทั้งการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งในปัญหาของบุคคลและครอบครัว
เช่น ความสัมพันธ์ของบุคคลในครอบครัว ปัญหาด้านความรัก ความผิดหวังด้านการเรียน
ปัญหาเศรษฐกิจ เป็นหนี้สิน เป็นต้น
- บทบาทของสื่อมวลชนที่ควรให้ความรู้ความเข้าใจ
ลบความเชื่อ ความเข้าใจผิด ๆ ในเรื่องฆ่าตัวตาย รวมทั้งวิธีการที่จะช่วยให้บุคคลใกล้ชิด
เช่น เพื่อน บุคคลในครอบครัว และเพื่อนร่วมงาน ช่วยดูแล ป้องกันปัญหาบุคคลใกล้ชิดที่คิดจะฆ่าตัวตาย
-
ฯลฯ
ข้อเสนอส่งท้าย
อาจกล่าวได้ว่าในขณะนี้การศึกษาวิจัยในเรื่องของสื่อมวลชนที่มีต่อปัญหาการฆ่าตัวตายของประชาชน
ยังไม่สามารถกล่าวสรุปอย่างชัดเจนโดยไม่มีข้อขัดแย้งเสียทีเดียว
ทั้งในแง่ศึกษาจากผลกระทบซึ่งเกิดขึ้นจากอิทธิพลของสื่อมวลชน
ที่มีต่อการฆ่าตัวตายของประชาชน หรือศึกษาอีกด้านหนึ่งคือการใช้ประโยชน์และความพึงพอใจของประชาชนในการใช้สื่อมวลชน
อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นค่อนข้างตรงกันว่า สื่อมวลชนมีผลกระทบแน่
ๆ ต่อบุคคลซึ่งกำลังตกอยู่ในสภาพที่มีปัญหา มีความเครียดและสับสนทางอารมณ์
โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลที่เป็นวัยรุ่นซึ่งจิตใจเปราะบางและขาดประสบการณ์ในการตัดสินใจ
สื่อมวลชนควรมีบทบาทอย่างไรต่อปัญหาฆ่าตัวตาย
คงจะพูดกันได้มากมาย ทั้งในด้านการเสนอข่าว การเขียนข่าว การเสนอความคิดเห็น
การให้ความรู้และการตอบปัญหาเรื่องการฆ่าตัวตาย เนื่องจากการฆ่าตัวตายเป็นปัญหาของสังคมที่นับวันปัญหาทวีความรุนแรงมากขึ้น
และถ้าดูที่ต้นเหตุของปัญหาของการฆ่าตัวตายที่เกิดขึ้น ก็จะเห็นว่ามีหลายหน่วยงานที่มีบทบาทเกี่ยวข้องไม่ทางตรงก็เป็นทางอ้อม
เช่น กรมสุขภาพจิต สมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทยฯ สถาบันการศึกษาและหน่วยงานด้านสถาบันครอบครัว
ทั้งของรัฐและเอกชน แม้กระทั่งสถาบันทางศาสนา
ดังนั้นการมีนโยบายและแผนการทำงานประสานกันระหว่างสถาบันต่าง
ๆ เหล่านี้ กับสื่อมวลชน ในปัญหาการฆ่าตัวตาย น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาเรื่องการฆ่าตัวตายในภาพรวม
แม้กระทั่งระดับของประเทศ โดยเฉพาะสื่อมวลชนก็จะได้มีข้อมูลและแนวทางการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข่าวหรือรูปแบบเนื้อหาด้านความรู้ หรือแนวทางการป้องกันปัญหาการฆ่าตัวตาย
นอกจากนี้ถ้าหากมีกิจกรรมร่วมกัน ระหว่างสื่อมวลชนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านการประชุม
สัมมนา แลกเปลี่ยนประสบการณ์และปัญหาร่วมกันเป็นประจำ ก็จะช่วยให้เกิดกลยุทธการจัดการต่อปัญหาการฆ่าตัวตาย
ของสื่อมวลชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำได้ดีขึ้นและสามารถปฏิบัติได้ในทิศทางและกรอบนโยบายเดียวกันได้
บรรณานุกรม
กรมสุขภาพจิต,
รายงานการสัมมนาเรื่องแนวทางการเสนอข่าวเชิงป้องกันการฆ่าตัวตาย,
กระทรวงสาธารณสุข, 2541
นิอร รัตนาวรรณสิทธิ์ และคณะ, ปัญหาการฆ่าตัวตาย,
รายงานในวิชา วส.301 การสื่อสารกับ สาธารณมติ, คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ปีการศึกษา 2545
มาโนช
หล่อตระกูล, สุพรรณี เกกินะ, อัปษรศรี ธนไพศาล, ผ่านาฑีวิกฤติ
: วิเคราะห์มุมมองชาย- หญิง ผู้ผ่านการฆ่าตัวตาย,
บริษัทวงศ์กมลโปรดักชั่น จำกัด, 2543
สุรัตน์
เมธีกุล, การปฏิรูปสื่อในยุคสังคมไร้พรมแดน,
วิเคราะห์สถานการณ์ แนวโน้มและผล กระทบที่มีต่อการปฏิรูปวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ของไทย,
คณะวารสาร ศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2545
Hiebert,
Ungurati and John, Mass Media : An
Intrroduction to Modern Communication, Longman
Inc., New York, 1982
|