วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ประวัติสมาคมฯ



ประวัติสมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

สมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (Mental Health Association of Thailand Royal Patronage) ใช้ชื่อย่อว่า สสจท. ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2503 ซึ่งตรงกับ "วันสุขภาพจิตโลก" โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะส่งเสริมสุขภาพจิตของประชาชน ด้วยการเผยแพร่ความรู้และวิธีป้องกัน เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิต ในขณะเดียวกันก็ได้จัดตั้งศูนย์บริการทางสุขภาพจิต แก่ประชาชนที่มีปัญหาและต้องการคำปรึกษาขึ้นด้วย

คณะผู้ก่อตั้งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒในสาขาต่าง ๆ อาทิ นักการศึกษา นักจิตวิทยา จิตแพทย์ แพทย์ พยาบาล ครู นักสังคมสงเคราะห์ โดยมีนายแพทย์ฝน แสงสิงแก้ว เป็นผู้ริเริ่ม คุณหญิงอัมพร มีศุข เป็นผู้ก่อการและดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502 เป็นต้นมา และปัจจุบันท่านก็ยังคงดำรงตำแหน่งนายกกิตติมศักดิ์
สมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้เข้าร่วมเป็นภาคีสหพันธ์สุขภาพจิตโลก (World Federation for Mental Health) เมื่อเดือนสิงหาคม 2504 และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ รับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2507

สมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นองค์กรเอกชน องค์กรแรกที่ได้รับเกียรติให้จัดการประชุมระดับโลกขึ้นในประเทศไทย โดยได้รับความอนุเคราะห์ด้านงบประมาณจากรัฐบาล กล่าวคือ ในปี พ.ศ. 2508 สมาคมฯ ได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุม "สหพันธ์สุขภาพจิตโลก" ในหัวข้อ "Family Life and Value System" ขึ้น ณ ศาลาสันติธรรม (ปัจจุบันคือสำนักงานองค์การสหประชาชาติ) มีผู้เข้าร่วมประชุมจาก 60 ประเทศ ทั่วโลกประมาณสองร้อยกว่าคน

ในการจัดครั้งนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สมาคมฯ จัดงานอุทยานสโมสรขึ้นภายในบริเวณพระที่นั่งอัมพรสถาน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทโดยทั่วกัน พระราชจริยวัตร และพระราชดำรัสของพระองค์ท่านในครั้งนั้น เป็นปลาบปลื้มของชาวไทยและชาวต่างประเทศที่เข้าร่วมประชุมเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้เสด็จฯ มาร่วมงานที่สมาคมฯ ได้จัดขึ้นอีกหลายครั้ง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อสมาคมฯ อย่างหาที่สุดมิได้

ในปี พ.ศ. 2509 คุณหญิงอัมพร มีศุข ในฐานะผู้แทนสมาคมฯ ได้รับเลือกตั้งจาก สหพันธ์สุขภาพจิตโลก ให้เป็นประธานของภูมิภาคเอเชียนแปซิฟิก (Asia-Pacific Regional President) และได้ดำรงตำแหน่งนี้เป็นเวลาถึง 11 ปี นับเป็นเกียรติประวัติและนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติอย่างมาก

สำนักงานเริ่มแรกตั้งอยู่ที่ "คลีนิคสุขภาพจิต" โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา และได้ย้ายสำนักงานชั่วคราวมาอยู่ที่โรงพยาบาลสงฆ์ และตึกวิทยาศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

ในปี พ.ศ. 2515 สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลได้จัดสรรเงินสาธารณกุศลให้เป็นค่าก่อสร้างอาคารที่ทำการสมาคมฯ จำนวน 1,720,000 บาท (หนึ่งล้านเจ็ดแสนสองหมื่นบาทถ้วน) ในที่ดินของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จำนวน 100.37 ตารางวา ตั้งอยู่ริมถนนศรีอยุธยา ตำบลทุ่งพญาไท กรุงเทพมหานคร ได้วางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2515 โดย ฯพณฯ จอมพลถนอม กิตติขจร อาคารสมาคมฯ นี้ได้รับความกรุณาจากสถาปนิก คำรบลักข์ สุรัสวดี โดยมิได้คิดค่าออกแบบแต่ประการใด เริ่มใช้เป็นที่ทำการสมาคมฯ ในเดือนพฤษภาคม 2516 จนถึงปัจจุบัน คือ เลขที่ 356/10 ถนนศรีอยุธยา เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400

ในปี พ.ศ. 2544 ในสมัยที่นางปรีดา จันทรุเบกษา เป็นนายกสมาคมฯ เล็งเห็นว่าอาคารสำนักงานของสมาคมฯ ได้ชำรุดทรุดโทรมตามสภาพการใช้งาน ควรได้รับการซ่อมแซม ปรับปรุงในบางจุด ตามความจำเป็น เนื่องจากมีงบประมาณจำกัด จึงได้ขอความอนุเคราะห์จากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ขอรับการสนับสนุนเงินบริจาคสาธารณประโยชน์ เพื่อสมทบกับเงินของสมาคมฯ ในการซ่อมแซมและบูรณะอาคาร ได้รับเงินสนับสนุน จำนวน 274,663 บาท (สองแสนเจ็ดหมื่นสี่พันหกต้อยหกสิบสามบาทถ้วน) สมทบกับเงินของสมาคมฯ จำนวน 119,750 บาท (หนึ่งแสนหนึ่งหมื่นเก้าพันเจ็ดร้อยห้าสิบบาทถ้วน) และได้เริ่มงานปรับปรุงตั้งแต่เดือนเมษายน 2544 แล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2544

สภาพอาคารโดยทั่วไปมีความมั่นคงแข็งแรง และนำสมัยเมื่อได้รับการซ่อมแซม และสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า แม้เวลาจะล่วงเลยมาถึง 30 ปี แล้วก็ตาม คณะกรรมการส่วนใหญ่มีความคุ้นเคย รักสถานที่ นอกจากจะเป็นที่ทำงาน ที่ประชุมสัมมนาจัดกิจกรรมต่าง ๆ แล้ว ยังเปิดโอกาสให้หน่วยงานอื่น ๆ มาขอใช้สถานที่เพื่อจัดทำกิจกรรมที่เป็นคุณประโยชน์ต่อสังคมเป็นบางโอกาสอีกด้วย

แผนผังสมาคมฯ

แผนผังการบริหารงานสมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ มีนาคม 2545 - มีนาคม 2547




สื่อมวลชนกับปัญหาการฆ่าตัวตาย




โดย ดร.สุรัตน์ เมธีกุล


"สื่อมวลชน มีอิทธิพลต่อการฆ่าตัวตายของประชาชนมากน้อยเพียงใดและถ้ามี มีได้อย่างไร เพราะเหตุใด"
ประเด็นที่กล่าวข้างต้น คือเรื่องที่ผมได้รับมอบหมายให้ช่วยออกความเห็น ในฐานะของนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ต่อประเด็นเรื่องอิทธิพลและผลของสื่อสารมวลชนที่มีผลกระทบต่อปัญหาการฆ่าตัวตายของประชาชน


สื่อมวลชนมีอิทธิพลในขอบเขตจำกัดหรือไม่
สื่อมวลชนมีอิทธิพลต่อความคิดและทัศนคติจริงหรือ ถ้าสื่อมวลชนมีอิทธิพลทุกด้านอย่างสิ้นเชิง ประชาชนจะตกอยู่ในฐานะเช่นใด และอะไรคือคำอธิบายในเรื่องนี้ มีนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนตั้งข้อสังเกตว่า สื่อมวลชนถึงแม้จะมีหลายประเภทและจำนวนมากก็ตาม เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง และโทรทัศน์ แต่ก็รายงานเหตุการณ์ค่อนข้างเหมือน ๆ กัน ในช่วงเดียวกัน ดังนั้นถ้าสื่อมวลชนมีอิทธิพลอย่างที่อ้างถึงประชาชนคงจะมีความเห็นไปในทางเดียวกันในปัญหาของชาติหรือของโลก แต่ในข้อเท็จจริงยังปรากฎว่ามีสื่ออื่น ๆ และสถาบันทางสังคม เช่น ผู้นำทางความคิดเห็น กลุ่มเพื่อน ครอบครัว สถาบันการศึกษา สถาบันการเมือง ต่างก็มีอิทธิพลต่อความคิด ทัศนคติและพฤติกรรมของบุคคลอย่างมากด้วย (สุรัตน์ เมธีกุล, 2545 : 85-6)
Hiebert (1982 : 54) ได้กล่าวถึงผลของการสื่อสาร (Effects of Communication) ว่าผลของการสื่อสารนั้นอาจจะมีกว้างขวางและหลากหลาย เกิดขึ้นได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว อาจเป็นผลที่เกิดขึ้นอย่างชัดแจ้งหรือแอบแฝง อาจจะมีผลอย่างรุนแรงหรือเบาบาง อาจจะเกิดขึ้นจากเนื้อหาของการสื่อสารที่มีอยู่หลากหลาย อาจจะเป็นผลกระทบในเชิงจิตวิทยาหรือการเมืองหรือเศรษฐกิจหรือสังคมวิทยา และอาจจะส่งผลต่อความคิด ค่านิยม ทักษะ ความชำนาญ รสนิยม และพฤติกรรมที่แสดงออกมา
ตามความคิดของ Harold D. Lasswell การสื่อสารที่เกิดขึ้นย่อมมีผลตามมาเสมอ ผลนั้นครอบคลุมถึงความหมายใน 3 ลักษณะคือ (1) การเปลี่ยนแปลงหรือข้อแตกต่างที่เกิดขึ้น (2) มุ่งให้เกิดอิทธิพลต่อผู้รับสาร และ (3) สัมฤทธิ์ผลในการสื่อสารทั้งทางด้านทัศนคติ ค่านิยม พฤติกรรมและอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นตามมา

สื่อมวลชนกับปัญหาการฆ่าตัวตาย
ปัญหาการฆ่าตัวตาย นักวิชาการหลายท่าน เคยกล่าวย้ำถึงการฆ่าตัวตายไว้ว่าไม่มีคนฆ่าตัวตายคนไหน ฆ่าตัวตาย เพราะเหตุใดเหตุหนึ่ง เพียงเหตุเดียว แต่จะเป็นเรื่องหลาย ๆ ด้าน รุมทับซ้อน และกดดันคน ๆ นั้น จนอยู่ในสภาวะทางจิตใจที่สับสน และรู้สึกทรมานที่จะมีชีวิตอยู่ ดังนั้น จะสรุปว่าคนฆ่าตัวตายเพราะสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง เช่น อกหัก น้อยใจ สอบตก ฯลฯ คงจะไม่ใช่ รวมทั้งสื่อมวลชนก็คงไม่เป็นสาเหตุอย่างเดียวของการฆ่าตัวตายหรือการพยายามฆ่าตัวตายแน่ ๆ
อิทธิพลของสื่อสารมวลชนมีมากต่อปัญหาการเลียนแบบการฆ่าตัวตายใช่หรือไม่? เช่น เมื่อหลายปีก่อน นักร้องซุปเปอร์สตาร์ของญี่ปุ่นกระโดดตึกตาย เป็นข่าวใหญ่โต หลังจากนั้นมีวัยรุ่นกระโดดตึกฆ่าตัวตายตามอย่างและมีบางกรณีผูกข้อมือติดกันแล้วกระโดดฆ่าตัวตายพร้อม ๆ กัน กลายเป็นข่าวครึกโครมยาวนานติดต่อกันเมื่อหลายปีที่ญี่ปุ่น (กรมสุขภาพจิต : 2541 : 7) ในประเทศไทยเองในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบันกรณีฆ่าตัวตายที่ถูกรายงานทางสื่อมวลชนโดยเฉพาะทางหนังสือพิมพ์ค่อนข้างมากติดต่อกัน เช่นมีการยิงตัวตายหนีปัญหาหนี้สิน หลังจากนั้นก็จะมีวิธีการฆ่าตัวตายหนีปัญหาหนี้สินในรายอื่น ๆ ตามมา หรือกรณีที่วัยรุ่นสอบตกหรือผลการเรียนตกต่ำ ก็ใช้วิธีการหนีปัญหาเหมือน ๆ กัน ด้วยการกระโดดตึกฆ่าตัวตาย ซึ่งดูเหมือนสื่อมวลชนไทยก็สนใจเรื่องการฆ่าตัวตายเหล่านี้มาก เช่นหนังสือพิมพ์มักจะเสนอข่าวในหน้าหนึ่ง และเสนอรายละเอียดของข่าวค่อนข้างมาก เช่นรายละเอียดของปัญหาที่เกิดขึ้น จนกระทั่งวิธีการฆ่าตัวตายซึ่งเสมือนเป็นตัวอย่างของ วิธีการแก้ปัญหาของคนที่เกิดความคับข้องทางจิตใจ เมื่อไม่สามารถแก้ปัญหาของตนเองได้ ก็ใช้วิธีฆ่าตัวตาย ดังนั้นสื่อมวลชนจึงถูกมองว่ามีการเสนอข่าวครึกโครมลักษณะเชิงกระตุ้นเร้าอารมณ์ (Sensational news) มากเกินไป กรณีข่าวการฆ่าตัวตาย จะมีส่วนให้เกิดการกระทำตามกันคือการเลียนแบบเกิดขึ้น เพราะในช่วงที่คนมีปัญหามักจะมีความสับสนในด้านจิตใจและอารมณ์ ซึ่งสภาพจิตใจที่เปราะบาง อาจจะทำให้เกิดความคิดชั่ววูบ ตัดสินใจฆ่าตัวตายเพื่อหนีปัญหา
การพยายามฆ่าตัวตาย ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดการสูญสิ้นชีวิตหรือผลร้ายต่อตนเอง แต่ยังเป็นการส่งผลกระทบถึงปัจจัยด้านอื่น ๆ อีก เช่น ผลกระทบต่อภาวะจิตใจ เศรษฐกิจและสังคม ของครอบครัวและญาตมิตรของบุคคลนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบุคคลนั้นไม่ตายและได้รับบาดเจ็บหรือพิการจากการกระทำของตนเอง ก็จะกลายเป็นภาระของครอบครัวและสังคมต่อไปอีก
ความหมายของการฆ่าตัวตายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ.2525 คำว่า "อัตวินิบาตกรรม" หมายถึงการฆ่าตัวตาย ซึ่งเป็นการกระทำด้วยวิธีใดก็ตาม จนเป็นเหตุให้สิ้นชีวิตหรือถึงแก่ความตายด้วยตนเอง การฆ่าตัวตาย อาจจะเป็นกรณีพยายามฆ่าตัวตาย (ทำหลายครั้ง) แต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากมีความคิดชั่ววูบที่อยากตายในช่วงชีวิตที่ประสบปัญหาเกิดความเครียดและสับสนในด้านจิตใจ หรือผู้ฆ่าตัวตาย ทำขึ้นเพื่อต่อรองเรียกร้องบางสิ่งบางอย่างใช้วิธีการที่ไม่เป็นอันตรายรุนแรง จะทำในเวลาและสถานที่ที่เห็นว่ามีคนอื่นสามารถช่วยเหลือได้ และกรณีที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด ก็คือคนที่พยายามฆ่าตัวตาย เพราะบุคคลผู้นั้น มีความต้องการตายจริง ๆ
จากการศึกษาโดยการวิจัยเรื่อง "ผ่านาทีวิกฤติ : วิเคราะห์มุมมองชาย-หญิง ผู้ผ่านการฆ่าตัวตาย" (มาโนช หล่อตระกูล และคณะ : 2543) พบว่า ผู้พยายามฆ่าตัวตายเพศชายมีอายุ 17 -40 ปี เพศหญิงอายุ 17 - 27 ปี ส่วนใหญ่ที่ศึกษา (มารับการรักษาที่โรงพยาบาลศูนย์เชียงรายประชานุเคราะห์) เป็นชาวชนบท การศึกษาระดับประถมและมัธยมต้น มีสถานภาพสมรสและเป็นโสดและแต่งงานแล้วพอ ๆ กัน ปัญหากดดัน ของเพศหญิง ส่วนใหญ่มาจากคู่รักหรือสามีไปมีหญิงอื่น ทำให้ตนเองรู้สึกไม่มั่นคงในขณะที่เพศชายจะมีปัญหาทะเลาะกับญาติใกล้ชิดหรือคู่ครอง ในผู้ที่แต่งงานแล้วครอบครัวเดิมยังมีบทบาทอยู่สูง ซึ่งในหลายรายพบว่าเป็นปัจจัยกดดัน เพศหญิงมักไม่มีคนสนิท หรือคนที่พอให้คำแนะนำได้ ส่วนเพศชายมักไม่พบปรึกษาใคร และมีการปรับตัวต่อปัญหาในทางลบ
ในหลักการของการสื่อสารนั้น มนุษย์ทำการสื่อสารและเปิดรับข่าวสารนั้นก็เพื่อประโยชน์ คลายความเหงา ต้องการเพื่อน ต้องการความบันเทิง หนีจากสภาพปัญหาต่าง ๆ นอกจากนี้อาจจะตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นตามความต้องการของตน ได้รับรู้ข่าวสารเพื่อประโยชน์ในด้านต่าง ๆ สร้างความพึงพอใจต่อตนเองและอาจมีผลต่อการปรับความรู้ ความคิด และพฤติกรรมได้ ดังนั้นเมื่อพิจารณาผลการวิจัยข้างต้นในปัญหาด้านการสื่อสารแล้วจะพบว่าทั้งชายและหญิงส่วนใหญ่ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นไม่มีการปรึกษากับผู้ใดซึ่งอาจจะมีส่วนช่วยเหลือหรือแนะนำแก้ปัญหาให้ได้ คำถามที่เกิดขึ้นขณะนี้ก็คือ ถ้าผู้คิดฆ่าตัวตายดังกล่าวมีโอกาสได้ปรึกษาหรือได้รับคำแนะนำจากบุคคลอื่น ๆ ซึ่งทำการสื่อสารกันโดยตรงหรือผ่านกระบวนการทางด้านสื่อสารมวลชน เขาจะคิดฆ่าตัวตายไหม? ซึ่งในงานวิจัยดังกล่าวไม่มีคำถามในส่วนนี้
สำหรับอีกคำถามหนึ่งที่น่าสนใจถามผู้คิดฆ่าตัวตายหรือพยายามฆ่าตัวตายก็คือ การเสนอข่าวของสื่อมวลชนเรื่องการฆ่าตัวตายอย่างครึกโครม มีผลอย่างไรบ้างสำหรับการตัดสินใจฆ่าตัวตายของเขา?
ในรายงานการสัมมนาโดยกรมสุขภาพจิต (อ้างแล้ว : 2541 9-10) กล่าวว่า ในปัญหาเรื่องที่มองว่าสื่อมวลชนเสนอข่าวการฆ่าตัวตายอย่างครึกโครมเป็นสาเหตุให้เกิดการฆ่าตัวตายมากขึ้นนั้น เป็นกรณีปัญหาเกิดขึ้นในประเทศออสเตรียเช่นกัน เช่นการฆ่าตัวตายโดยโดดให้รถไฟใต้ดินชน ซึ่งสื่อมวลชนในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในการเสนอข่าวจนทำให้สื่อมวลชนเองได้ร่วมมือกันกำหนดแนวทาง ลดความหวือหวาในการเสนอข่าวฆ่าตัวตายให้น้อยลง ผลปรากฎดังนี้ ในปี 1986-87 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเสนอข่าวครึกโครมเรื่องการฆ่าตัวตายโดยโดดให้รถไฟใต้ดินชนมีคนฆ่าตัวตายสูงถึง 22 ราย และหลังจากสื่อมวลชนงดการเสนอเรื่องการฆ่าตัวตายด้วยวิธีดังกล่าวในปี 1988 ผลก็คือจำนวนผู้ที่คิดฆ่าตัวตายโดยรถไฟใต้ดินลดลงอย่างชัดเจน คือมี 4 รายในปี 1989 และเหลือ 3 รายในปี 1990 รวมทั้งจำนวนผู้ที่พยายามฆ่าตัวตายโดยวิธีเดียวกันนี้ก็ลดลงด้วย

แนวทางในการทำงานของสื่อมวลชน
ปัญหาเรื่องฆ่าตัวตายเป็นปัญหาทางสังคมมากกว่าเป็นปัญหาทางการแพทย์แต่เพียงอย่างเดียว แม้ว่าการจัดบริการให้ความช่วยเหลือผู้อยู่ในภาวะวิกฤตของชีวิต และการให้การรักษาทางจิตเวชอย่างถูกต้องจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่มาตรการป้องกันการฆ่าตัวตายคงจะต้องอาศัยความร่วมมือในการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ และสื่อมวลชน โดยเฉพาะสื่อมวลชนซึ่งมีอิทธิพลและบทบาทมากในสังคมขณะนี้ ควรมีบทบาทและความรับผิดชอบเรื่องปัญหาการฆ่าตัวตายอย่างมากด้วย
การทำหน้าที่ด้านรายงานข่าว การเสนอความคิดเห็น รวมทั้งการให้ความรู้และคำปรึกษาของสื่อมวลชน น่าจะมีแนวทางในเรื่องต่อไปนี้ (ทัศนะของผู้เชี่ยวชาญฝ่ายต่าง ๆ ที่ผู้เขียนสรุปและประมวลมา)



  1. การเสนอข่าวฆ่าตัวตาย ควรระมัดระวังการใช้คำพูด และเนื้อหาที่เป็นการยุยงส่งเสริม หรือเกิดการตีความผิด ๆ ว่าเป็นทางออกของปัญหา

  2. สื่อมวลชนควรหลีกเลี่ยงการอธิบายโดยละเอียดถึงวิธีการและขั้นตอนการฆ่าตัวตาย เพราะจากสถิติของคนอเมริกัน 1 ใน 6 คน มีความคิดฆ่าตัวตายอยู่แล้ว แต่ไม่รู้จะฆ่าตัวตายอย่างไร และมักจะทำสำเร็จเมื่ออ่านจากข่าว (กรมสุขภาพจิต , 2541 : 43)

  3. ส่งเสริมให้มีการจัดรายการตอบปัญหาทางสุขภาพจิตทางสถานีวิทยุและ โทรทัศน์สำหรับประชาชน หรือการตอบปัญหาทางหนังสือพิมพ์ รวมทั้งการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งในปัญหาของบุคคลและครอบครัว เช่น ความสัมพันธ์ของบุคคลในครอบครัว ปัญหาด้านความรัก ความผิดหวังด้านการเรียน ปัญหาเศรษฐกิจ เป็นหนี้สิน เป็นต้น

  4. บทบาทของสื่อมวลชนที่ควรให้ความรู้ความเข้าใจ ลบความเชื่อ ความเข้าใจผิด ๆ ในเรื่องฆ่าตัวตาย รวมทั้งวิธีการที่จะช่วยให้บุคคลใกล้ชิด เช่น เพื่อน บุคคลในครอบครัว และเพื่อนร่วมงาน ช่วยดูแล ป้องกันปัญหาบุคคลใกล้ชิดที่คิดจะฆ่าตัวตาย

  5. ฯลฯ
    ข้อเสนอส่งท้าย
    อาจกล่าวได้ว่าในขณะนี้การศึกษาวิจัยในเรื่องของสื่อมวลชนที่มีต่อปัญหาการฆ่าตัวตายของประชาชน ยังไม่สามารถกล่าวสรุปอย่างชัดเจนโดยไม่มีข้อขัดแย้งเสียทีเดียว ทั้งในแง่ศึกษาจากผลกระทบซึ่งเกิดขึ้นจากอิทธิพลของสื่อมวลชน ที่มีต่อการฆ่าตัวตายของประชาชน หรือศึกษาอีกด้านหนึ่งคือการใช้ประโยชน์และความพึงพอใจของประชาชนในการใช้สื่อมวลชน อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นค่อนข้างตรงกันว่า สื่อมวลชนมีผลกระทบแน่ ๆ ต่อบุคคลซึ่งกำลังตกอยู่ในสภาพที่มีปัญหา มีความเครียดและสับสนทางอารมณ์ โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลที่เป็นวัยรุ่นซึ่งจิตใจเปราะบางและขาดประสบการณ์ในการตัดสินใจ
    สื่อมวลชนควรมีบทบาทอย่างไรต่อปัญหาฆ่าตัวตาย คงจะพูดกันได้มากมาย ทั้งในด้านการเสนอข่าว การเขียนข่าว การเสนอความคิดเห็น การให้ความรู้และการตอบปัญหาเรื่องการฆ่าตัวตาย เนื่องจากการฆ่าตัวตายเป็นปัญหาของสังคมที่นับวันปัญหาทวีความรุนแรงมากขึ้น และถ้าดูที่ต้นเหตุของปัญหาของการฆ่าตัวตายที่เกิดขึ้น ก็จะเห็นว่ามีหลายหน่วยงานที่มีบทบาทเกี่ยวข้องไม่ทางตรงก็เป็นทางอ้อม เช่น กรมสุขภาพจิต สมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทยฯ สถาบันการศึกษาและหน่วยงานด้านสถาบันครอบครัว ทั้งของรัฐและเอกชน แม้กระทั่งสถาบันทางศาสนา
    ดังนั้นการมีนโยบายและแผนการทำงานประสานกันระหว่างสถาบันต่าง ๆ เหล่านี้ กับสื่อมวลชน ในปัญหาการฆ่าตัวตาย น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาเรื่องการฆ่าตัวตายในภาพรวม แม้กระทั่งระดับของประเทศ โดยเฉพาะสื่อมวลชนก็จะได้มีข้อมูลและแนวทางการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข่าวหรือรูปแบบเนื้อหาด้านความรู้ หรือแนวทางการป้องกันปัญหาการฆ่าตัวตาย นอกจากนี้ถ้าหากมีกิจกรรมร่วมกัน ระหว่างสื่อมวลชนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านการประชุม สัมมนา แลกเปลี่ยนประสบการณ์และปัญหาร่วมกันเป็นประจำ ก็จะช่วยให้เกิดกลยุทธการจัดการต่อปัญหาการฆ่าตัวตาย ของสื่อมวลชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำได้ดีขึ้นและสามารถปฏิบัติได้ในทิศทางและกรอบนโยบายเดียวกันได้
บรรณานุกรม
กรมสุขภาพจิต, รายงานการสัมมนาเรื่องแนวทางการเสนอข่าวเชิงป้องกันการฆ่าตัวตาย, กระทรวงสาธารณสุข, 2541
นิอร รัตนาวรรณสิทธิ์ และคณะ, ปัญหาการฆ่าตัวตาย, รายงานในวิชา วส.301 การสื่อสารกับ สาธารณมติ, คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ปีการศึกษา 2545
มาโนช หล่อตระกูล, สุพรรณี เกกินะ, อัปษรศรี ธนไพศาล, ผ่านาฑีวิกฤติ : วิเคราะห์มุมมองชาย- หญิง ผู้ผ่านการฆ่าตัวตาย, บริษัทวงศ์กมลโปรดักชั่น จำกัด, 2543
สุรัตน์ เมธีกุล, การปฏิรูปสื่อในยุคสังคมไร้พรมแดน, วิเคราะห์สถานการณ์ แนวโน้มและผล กระทบที่มีต่อการปฏิรูปวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ของไทย, คณะวารสาร ศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2545
Hiebert, Ungurati and John, Mass Media : An Intrroduction to Modern Communication, Longman Inc., New York, 1982

โดยปกติเด็กหญิงจะมีประจำเดือนเมื่ออายุเท่าใดถ้าเริ่มมีตอนอายุ 15 ปี จะผิดปกติหรือไม่

โดยปกติ เด็กหญิงจะมีประจำเดือนได้ตั้งแต่อายุประมาณ 12-13 ปี
แต่ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์ และความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายด้วยนะคะ
ถ้าคุณแม่มีประจำเดือนช้า เราก็อาจมีช้าเหมือนกัน
ถ้าเราสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง ผอมแห้งแรงน้อย เจ็บป่วยบ่อย ๆ เราก็อาจจะมีประจำเดือนล่าช้าไปก็ได้ค่ะ

เรื่องของประจำเดือนกับวัยรุ่นจะค่อนข้างแปรปรวนสักหน่อย เพราะเป็นความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ระยะแรก ๆ จึงยังอาจไม่เข้าทางนัก เช่น มาช้า มาไม่สม่ำเสมอ มาไม่ตรงตามกำหนดเวลา ปวดท้องประจำเดือน เป็นต้น
อย่างเพิ่มวิตกกังวลไปเลยค่ะ รออีกสักพัก เมื่อร่างกายเข้าที่เข้าทางแล้ว ประจำเดือนก็จะเป็นปกติไปเองค่ะ
แต่ถ้ายังกลัดกลุ้มใจอยู่ ก็น่าจะลองไปปรึกษาแพทย์ดูนะคะ เพื่อความสบายใจ

ทำอย่างไรจึงจะสูง


ความสูงเป็นเรื่องของกรรมพันธุ์ส่วนหนึ่ง ถ้าบรรพบุรุษฝ่ายพ่อแม่เป็นคนสูง ลูกหลานก็มันจะสูงด้วย ในทางตรงข้าม ถ้าบรรพบุรุษรูปร่างกระทัดรัด ลูกหลานก็อาจไม่สูงนัก
แต่ทั้งนี้ เรื่องของอาหารและการออกกำลังกายก็จะมีส่วนช่วยได้ด้วย

นั่นคือ คงต้องรับประทานอาหารที่มีคุณค่าให้มาก ๆ เช่นเนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง ซึ่งเป็นอาหารที่เสริมสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อ ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายกลางแจ้งอย่างสม่ำเสมอ ที่นิยมกันก็คงจะเป็นการว่ายน้ำนั่นแหล่ะค่ะ

ดูอย่างชาวญี่ปุ่นสิค่ะ สมัยก่อนพวกเขาตัวเองกันทั้งประเทศ เล็กกว่าคนไทยอีก แต่เดี๋ยวนี้วัยรุ่นของเขาสูงใหญ่ไม่แพ้ชาวตะวันตกเลยทีเดียว

วัยรุ่นที่ยังไม่สูง ลองทำตามนี้ดูนะค่ะ และอย่าใจร้อนว่าสูงช้า เพราะกว่าคนเราจะเติบโตเต็มที่ก็อายุตั้ง 25 ปี ยังมีเวลาอีกนาน บางคนตอนอายุ15-16 ยังดูตัวเล็กแต่อาจไปสูงพรวดพราดเอาตอน 19-20 ก็ได้ ใจเย็น ๆ ค่ะ

เมื่อร่างกายเปลี่ยนแปลงแล้วหงุดหงิด จะปรับตัวอย่างไรให้มีความสุข

เป็นธรรมดาของวัยรุ่นที่ร่างกายเปลี่ยนแปลงแล้วรู้สึกหงุดหงิด เพราะไม่ว่าอะไรก็ตาม ถ้าไม่เหมือนเดิม มีการเปลี่ยนแปลง ย่อมทำให้เราต้องปรับตัว และการปรับตัวนี่เองที่มักทำให้คนเรารู้สึกเครียด ก็เลยพาลหงุดหงิดได้ง่าย
การแก้ไข ก็คือ ต้องค่อย ๆ ทำความคุ้นเคยกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจต้องใช้เวลาบ้าง กว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นจะกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา จนเราหายหงุดหงิด

และถ้ามีปัญหาคับข้องใจ ก็ควรปรึกษาผู้ใหญ่ เพราะผู้ใหญ่ผ่านปัญหาเหล่านี้มาก่อน ย่อมให้คำแนะนำที่ดีกับเราได้ และเมื่อปัญหาบรรเทาเบาบางลง เราก็คงจะหงุดหงิดน้อยลงค่ะ

ส่วนความสุขนั้น ก็หาได้ไม่ยาก โดยการทำสิ่งที่เราชอบ ทำแล้วเราเพลิดเพลินสิค่ะ เช่น คุยกับเพื่อน ร้องเพลง เล่นดนตรี อ่านนิยาย ไปเที่ยว ฯลฯ แล้วก็อย่าคิดหมกมุ่นกับตัวเองให้มากนัก ลองเป็นฝ่ายคิดบ้างว่าทำอย่างไรจะช่วยให้คนใกล้ชิด เช่น พ่อแม่ พี่น้อง มีความสุขบ้าง หรือคิดถึงคนอื่นที่เขาทุกข์ยากลำบากกว่าเราบ้าง หลายคนที่เขายากจน พิการ กำพร้า ฯลฯ เขายังต่อสู้ชีวิตและมีความสุขได้ ทำไมเราจึงมีความสุขบ้างไม่ได้

อย่าลืมว่า ความสุขอยู่ที่ใจนะค่ะ ถึงเราจะมีความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายมารบกวนบ้าง แต่ก็อย่าให้มันมามีอำนาจเหนือเราได้ ทำใจของเราให้มีความสุข มองโลกแง่ดี มีอารมณ์ขัน มีความหวังอยู่เสมอ แล้วเราก็จะมีความสุขเองแหล่ะค่ะ

ผู้ชายจำเป็นต้องขลิบอวัยวะเพศหรือไม่

การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายนั้น ทำไปเพื่อให้สามารถดูแลรักษาความสะอาดบริเวณนั้นได้งายขึ้น ไม่เกิดการหมักหมมของสิ่งสกปรกหรือเชื้อโรคต่าง ๆซึ่งอาจนำโรคมาสู่ตัวเองและคู่รักได้
แต่ถ้าหมั่นรักษาความสะอาดบริเวณนั้นเป็นประจำทุกครั้งที่อาบน้ำ ก็ไม่จำเป็นต้องไปขลิบให้เจ็บตัวก็ได้ค่ะ

อายุเท่าใดการเจริญเติบโตจึงถดถอย

ร่างกายจะหยุดการเจริญเติบโตเมื่อมีอายุประมาณ 25 ปี
ดังนั้น ในช่วงวันรุ่น จึงควนใส่ใจบำรุงสุขภาพให้ดี รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย อย่าเพิ่งไปอดอาหาร เพราะจะไปขัดขวางการเจริญเติบโตของร่างกาย ทำให้ร่างกายแคระแกร็น และอย่ากินอาหารฟาสต์ฟู้ดให้มากนัก เพราะมีแป้งและไขมันมาก จะทำให้อ้วน ร่างกายไม่แข็งแรง ไม่ผึ่งผายสดชื่นสมวัย

นอกจากนี้ ควรออกกำลังกายกลางแจ้งอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อกระดูก ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยคืนละ 6-8 ชั่วโมง จะทำให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่า และอย่าลืมดูแลจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอด้วยนะค่ะ

ถ้าทำได้อย่างนี้ วัยรุ่นก็จะเติบโตสมวัย ร่างกายแข็งแรง หุ่นดี พอทัดเทียมกับวัยรุ่นของชาติที่พัฒนาแล้วด้วยค่ะ

การเปลี่ยนแปลงของวัยรุ่นมีผลกระทบอย่างไร

การเปลี่ยนแปลงทางกาย อารมณ์ และสังคม เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น มีผลกระทบต่อวัยรุ่น และคนรอบข้าง ได้แก่
วันรุ่นเองมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกาย บางคนรู้สึกอับอายกับรูปร่างของตัวเอง ทำให้ไม่ค่อยมั่นใจในการเข้าสังคมกับกลุ่มเพื่อน หรือเวลาที่ต้องอยู่ต่อหน้าคนหมู่มาก เช่น เดินหลังโก่งเพราะอายที่หน้าอกใหญ่ขึ้น ไม่ค่อยกล้าพูดเพราะเสียงแตก เป็นต้น
วัยรุ่นที่มีความเครียด อาจหาทางออกในทางที่ไม่เหมาะสม เช่น สูบบุหรี่ ดื่มสุรา หรือทดลองให้สารเสพย์ติดต่าง ๆ ทำให้เสียสุขภาพ เสียการเรียน เสียอนาคตได้

วัยรุ่นที่เริ่มอยากเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น เริ่มดื้อรั้นกับพ่อแม่ เพราะคิดว่าตัวเองโตแล้ว คิดเองเป็นแล้ว จึงมีความขัดแย้งกับพ่อแม่มากขึ้น ทำให้กระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวได้

ครูอาจารย์ ที่มีลูกศิษย์วัยรุ่นก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย เพราะนอกจากจะต้องดูแลเรื่องการเรียนแล้ว ยังต้องดูแลแก้ปัญหาอื่น ๆ ให้วัยรุ่นอีก เช่น เรื่องการคบเพื่อนต่างเพศ การติดสารเสพย์ติด การทะเลาะวิวาท เป็นต้น

สังคมก็ได้รับผลกระทบ ในกรณีที่วัยรุ่นประพฤติตัวไม่เหมาะสม เช่น เป็นอันธพาล เกะกะเกเร ก่อปัญหาให้ผู้อื่น มั่วสุมเสพยา ขายบริการทางเพศ ตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ ทำแท้ง ติดเชื้อเอดส์ ฆ่าตัวตาย ฯลฯ ก่อให้เกิดปัญหาสังคมตามมาอีกมาก

แต่การเปลี่ยนแปลงของวัยรุ่นก็ไม่ได้ส่งผลในแง่ลบเท่านั้น ในแง่บวกคือวันรุ่นจะเติบโตขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น มีความคิดสร้างสรรค์ มีอุดมคติ สามารถทำประโยชน์ให้แก่ครอบครัว โรงเรียน และสังคมได้เป็นอย่างมากด้วยค่ะ

เพราะเหตุใดผู้หญิงจึงเติบโตเร็วกว่าผู้ชาย

เป็นไปตามธรรมชาติค่ะ
ในช่วงอายุ 11-13 ปี วัยรุ่นหญิงจะเติบโตสูงใหญ่กว่าวัยรุ่นผู้ชาย เรียกว่าเป็นสาวเร็วกว่า
แต่หลังจากนั้นไม่นานหรอกค่ะ พอวันรุ่นชายมีอายุในช่วง 12-14 ปีก็จะเริ่มพัฒนาบ้าง จนโตทันวันรุ่นหญิง และต่อไปเมื่อเป็นหนุ่มเต็มที่ ก็จะสูงใหญ่กว่าด้วยซ้ำ
เอาเป็นว่า ผู้ชายต่อให้ก่อนแล้วกันนะค่ะ ถ้าตอนนี้ยังตัวเล็กกว่าผู้หญิงก็ขอให้ใจเย็นไว้ก่อน รออีกหน่อยก็จะโตทันกันเอง อีกไม่นานเกินรอหรอกค่ะ รับรอง

ทำไมเวลามีประจำเดือนแล้วหงุดหงิด

เวลามีประจำเดือน ย่อมทำให้รู้สึกไม่สบาย วิตกกังวลว่าจะเปรอะเปื้อน ทำให้เคลื่อนไหวไม่คล่องตัวเหมือนปกติ บางครั้งก็มีอาการปวดท้อง หรือปวดเมื่อยตามเนื้อตัวด้วย จึงทำให้หลาย ๆ คนรู้สึกรำคาญและหงุดหงิด
ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ในช่วงที่มีประจำเดือน ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน ซึ่งตัวฮอร์โมนนี้เองที่จะไปส่งผลกับอารมณ์ ทำให้อารมณ์ค่อนข้างแปรปรวน เช่น ใจน้อย หงุดหงิด ระแวง หรือเศร้าก็ได้ค่ะ
เมื่อรู้ตัวว่าในช่วงมีประจำเดือน อารมณ์จะไม่มั่นคง ในช่วงนี้จึงไม่ควรคิดมาก หรือตัดสินใจเรื่องสำคัญ ๆ เพราะจะทำให้ผิดพลาดได้ ถ้าหงุดหงิดมาก ก็ควรพักผ่อนให้มาก ทำกิจกรรมที่ชอบ เช่น ฟังเพลงเบา ๆ อ่านหนังสืออ่านเล่น เล่นกับสัตว์เลี้ยง ฯลฯ ให้สบายใจ จะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งกับคนใกล้ชิดลงได้ และเราเองก็ไม่ต้องทำอะไรลงไปเพราะความหงุดหงิด แล้วต้องมานั่งเสียใจในภายหลังด้วยค่ะ

วัยใดในชีวิตที่มีพัฒนาการเร็วที่สุด

วัยรุ่นคงคิดว่า วัยของตนเองมีพัฒนาการเร็วที่สุด เพราะมีการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างมากมาย เช่น ผู้หญิงจะเริ่มมีหน้าอก มีสะโพกใหญ่ขึ้น เริ่มมีประจำเดือน ส่วนผู้ชายก็จะมีการฝันเปียก เสียงแตก มีหนวดเคราขึ้น เป็นต้น
แต่ความจริงแล้ว วัยที่มีพัฒนาการเร็วที่สุด คือ วัยทารกขณะอยู่ในครรภ์ เพราะหลังจาก สเปอร์มจากพ่อผสมกับไข่ของแม่แล้ว จะมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วมาก ภายในไม่กี่สัปดาห์ก็จะเป็นรูปเป็นร่าง มีแขนมีขาและอวัยวะต่าง ๆ เกือบจะครบถ้วนแล้ว

วัยรุ่นจึงไม่ควรชะล่าใจ หรือประมาทในเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ เพราะพลาดพลั้งแล้วฝ่ายหญิงจะท้องได้ทันที และกว่าจะรู้ตัวว่าท้อง ทารกในครรภ์ก็เป็นตัวเป็นตนขึ้นมาแล้ว คิดจะทำแท้งก็ต้องเจ็บปวดทรมาน และบาปด้วยนะคะ เพราะเป็นการเจตนาฆ่าลูกของตัวเอง และจะเป็นความรู้สึกผิดที่ฝังใจผู้หญิงไปชั่วชีวิตที่เดียวค่ะ

ทำไมมีประจำเดือนแล้วปวดท้อง

เวลามีประจำเดือน มดลูกจะบีบตัวเพื่อขับเลือดออกมา ถ้ามดลูกบีบตัวมากก็จะทำให้ปวดท้องได้
การที่มดลูกจะบีบตัวมากหรือน้อยนั้น ความเครียดก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ถ้าในเดือนนั้น วัยรุ่นมีความเครียดมาก เช่น ใกล้สอบ ใกล้ส่งรายงาน หรือมีความขัดแย้งกับเพื่อน ก็จะทำให้มดลูกบีบตัวมาก เกิดอาการปวดท้อง ผิดกับเดือนที่วัยรุ่นรู้สึกสบายใจ ไม่เครียด เช่น ช่วงปิดเทอม ช่วงที่ไปเที่ยว เวลามีประจำเดือนก็จะไม่ปวดท้องเลย
ถ้ามีอาการปวดท้องประจำเดือน ควรกินยาแก้ปวด แล้วนอนพัก หรือจะใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบที่บริเวณท้องน้อย ก็จะช่วยบรรเทาปวดได้เช่นกันค่ะ

ต่อมพิทูอิทารีทำหน้าที่อะไร

ต่อมพิทูอิทารี่หรือต่อมใต้สมองทำหน้าที่กระตุ้นการเติบโตของกระดูก ควบคุมการเจริญพันธุ์และการทำงานของต่อมไร้ท่ออื่น ๆ
ต่อมใต้สมองมีขนาดเท่าเมล็ดถั่ว เป็นศูนย์กลางใหญ่ในการประสานงาน แบ่งออกเป็น 2 พู (lobes) คือหน้าและหลัง

ฮอร์โมนที่พูหน้าสร้างขึ้น เช่น ฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโต ทำหน้าที่ควบคุมการเจริญเติบโตของกระดูก กล้ามเนื้อและอวัยวะภายในทั้งหลาย รวมทั้งควบคุมระดับการใช้โปรตีนอีกด้วย

พูหลังควบคุมเกี่ยวกับการดูดซึมน้ำกลับของไต และรักษาระดับน้ำและความสมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย
ป. ล. ถามหน่อยเถอะค่าว่าเป็นการบ้านที่ครูให้ค้นคว้าหรือเปล่า ถ้าใช่ โปรดไปค้นจากห้องสมุดเพิ่มเติม จะได้ความรู้เพิ่มขึ้นค่ะ

ทำไมวัยรุ่นจึงไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย


เพราะวัยรุ่นยังไม่คุ้นเคยกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงทำให้ต่างจากเพื่อน จึงรู้สึกอาย ไม่มั่นใจและไม่ชอบ
นอกจากนั้น ระยะแรกของการเปลี่ยนแปลงที่ยังไม่เข้าที่เข้าทาง เช่น คอ แขน ขา จะเจริญเติบโตมากกว่าลำตัว จะทำให้วัยรุ่นรู้สึกว่าตัวเองมีรูปร่างเก้งก้างน่ารำคาญหรือการขยายขนาดของร่างกายแต่ละส่วนยังเกิดขึ้นไม่พร้อมกัน ก็จะทำให้กังวล


ในวัยรุ่นชาย ไขมันใต้ผิวหนังบางลง ทำให้ดูผอม โดยเฉพาะที่ขา น่องและแขน ทำให้รู้สึกไม่บึกบึนเป็นแมน ในขณะที่วัยรุ่นหญิงจะมีการสะสมของไขมันใต้ผิวหนังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะที่เต้านมและสะโพก จึงทำให้วัยรุ่นรู้สึกไม่พอใจกับรูปร่างของตนเอง
ทราบอย่างนี้แล้วก็ไม่ต้องกังวลกับรูปร่างของตัวเองมากเกินไปนะคะ เพราะอีกหน่วยก็จะเข้าที่เข้าทางเองค่ะ

เด็กชายจะโตช้ากว่าเด็กหญิงกี่ปี

ประมาณ 2 ปี ค่ะ คือพออายุ 11 ปี เด็กผู้หญิงที่เคยตัวเล็กกว่าจะสูงพอ ๆ กับเด็กผู้ชาย และจะสูงแซงหน้าไปก่อน จนอายุ 15 ปี เด็กผู้ชายจะเริ่มสูงทันเด็กผู้หญิงในวัยเดียวกัน และจะสูงกว่าต่อไปเรื่อย ๆ จนอายุ 18 ปี และสูงกว่าผู้หญิงอย่างน้อยประมาณ 2-3 นิ้ว และเด็กชายยังสามารถเพิ่มความสูงต่อไปได้อีก ในขณะที่เด็กผู้หญิงหยุดสูงแล้ว

เด็กผู้หญิงจะเติบโตเร็วในช่วงใด

ในช่วงชั้นประถมตอนปลาย หรือชั้นมัธยมต้นค่ะ คืออายุประมาณ 11 ปี จะสูงอย่างรวดเร็วและสูงนำเด็กผู้ชาย การเจริญเติบโตหรือการขยายขนาดของร่างกายภายในแต่ละส่วนอาจเกิดขึ้นไม่พร้อมกัน ในระยะแรกเริ่ม คอ แขน ขาจะยาว เจริญเติบโตมากกว่าลำตัว ทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองมีรูปร่างเก้งก้าง น่ารำคาญ หรือร่างกายซีกซ้ายและซีกขวาเจริญเติบโตมีขนาดไม่เท่ากันในระยะแรก ๆ แต่จะเจริญเท่ากันในระยะท้าย ๆ อันเป็นสาเหตุให้เด็กหญิงตกอยู่ในความวิตกกังวลสูงได้

น้ำหนักและส่วนสูงมาตรฐานของวัยรุ่นควรเป็นเท่าใด

ขอตอบน้ำหนักและส่วนสูงโดยรวมก่อนแล้วกันนะคะ ปัจจุบันผู้หญิงไทยสูงประมาณ 160 เซนติเมตร หนัก 50 กิโลกรัม ผู้ชายไทยสูงประมาณ 170 เซนติเมตร หนัก 60 กิโลกรัม มาตรฐานความสูงเพิ่มมากกว่าเมื่อก่อน แต่ก็ยังไม่เข้ามาตรฐานระดับสากลเสียทีเดียว
อาจเป็นเพราะอาหารการกิน และพฤติกรรมการออกกำลังกายเป็นสำคัญ ดูอย่างนักกีฬาของเราสิคะ แค่รูปร่างก็เสียเปรียบนักกีฬาค่ายตะวันตกแล้ว

สำหรับวัยรุ่นนั้น อยู่ในช่วงที่กำลังเติบโต บางคนไปเติบโตเร็วในช่วงวัยรุ่นตอนปลาย บางคนเติบโตเร็วในช่วงวัยรุ่นตอนต้น หรือตอนกลาง เอาแน่ไม่ได้ค่ะ แต่ส่วนใหญ่วัยรุ่นชายจะสูง ผม เพราะกล้ามเนื้อยังไม่เต็มที่

ส่วนวัยรุ่นหญิงจะมีการสะสมของไขมันมากกว่า บางคนจะมีรูปร่างท้วมในตอนต้น ๆ แล้วสูงขึ้นภายหลัง แต่บางคนที่ใช้พลังงานส่วนเกินมากและร่างกายมีการเผาผลาญพลังงานได้ดี ก็มักจะผอมเก้งก้าง เรียกว่าร่างกายยังไม่เข้าที่ และส่วนสูงกับน้ำหนักก็ยังไม่สัมพันธ์กันค่ะ

อยากให้ร่างกายแข็งแรง ควรกินอะไรดี

คงไม่ได้อยู่ที่การกินอาหารอย่างเดียวค่ะ แต่ต้องออกกำลังกายด้วย นอนหลับพักผ่อนให้พอเพียง สูดอากาศบริสุทธิ์บ้าง และทำจิตใจให้สบาย
สำหรับอาหารการกิน ถ้าอยู่ในช่วงวัยรุ่น ร่างกายต้องการโปรตีนมากหน่อย จำพวกเนื้อสัตว์ นม ไข่ และถั่วเมล็ดแห้ง แต่ก็ต้องทานให้ครบหมวดหมู่ โดยเฉพาะผักสด ผลไม้ ซึ่งให้คุณค่าต่อร่างกาย อาหารไทยหลายอย่างมีคุณค่าทางอาหารมากอย่างคาดไม่ถึง เช่น แกงเลียง ต้มยำ แกงป่า เมี่ยงคำ นักโภชนาการยุคใหม่ กำลังรณรงค์ให้คนหันกลับมารับประทานอาหารพื้นบ้านแบบคนสมัยก่อนค่ะ

ที่ควรหลีกเลี่ยงคือ ของกินเล่นประเภทขนมกรุบกรอบ ซึ่งคุณค่าทางอาหารน้อย ของหมักดอง ของทอดมัน ๆ มากเกินไปก็ไม่ดีค่ะ รวมทั้งการดื่มสุรา น้ำอัดลม ยาชูกำลังก็ไม่ดีนะคะ

เตือนใจตนเองไว้หน่อยนะคะว่า อย่าทานตามใจปาก อย่าทานเพราะคิดว่าโก้เก๋ทันสมัยตามกระแสโฆษณา หรือเห่อตามสมัยนิยม เพราะมีคุณค่าน้อย และแทนที่จะแข็งแรง กลับจะทำให้อ้วนด้วยซ้ำไปค่ะ

รู้สึกอายที่มีหน้าอกใหญ่ จะทำอย่างไร

คนเรามักไม่พอใจในสิ่งที่ตนเองมี ในขณะที่คุณไม่พอใจที่มีหน้าอกใหญ่ ผู้หญิงหลายคนกลับยอมเจ็บตัว เสียเงินเสียทองเพื่อไปทำศัลยกรรมเพิ่มขนาดอก คนที่ธรรมชาติให้มามากอาจจะเป็นที่อิจฉาของคนอื่น ๆ ก็ได้
อยากให้คุณยอมรับในสิ่งที่ธรรมชาติให้มา และมีความมั่นใจในตัวเอง อย่างเดินหลังโกง เพราะจำเสียบุคลิก และใช้วิธีใส่เสื้อชั้นในในแบบเต็มตัวเก็บทรง และใส่เสื้อชั้นนอกสีเข้มหรือเสื้อหลวม ๆ เพื่อพรางตา อาศัยแฟชั่นเป็นตัวช่วยค่ะ แต่อย่าไปกังวลกับมันมาก เอาไว้คุณอายุมากกว่านี้ ความคิดเห็นเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาก็อาจเปลี่ยนไปเชื่อเถอะค่ะ

ประจำเดือนมามากบ้างน้อยบ้างผิดปกติหรือไม่

ประจำเดือนมามากบ้างน้อยบ้าง บางครั้ง 5 วัน บางครั้ง 3 วัน ผิดปกติหรือไม่
ประจำเดือนมามากน้อยขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของร่างกายและความเครียดของจิตใจ ความแตกต่างระหว่าง 3-5 วัน ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่ถ้ายังไม่สบายใจแนะนำให้ไปปรึกษาแพทย์ แพทย์จะให้รายละเอียดคลายความกังวลได้ค่ะ

ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอจะทำอย่างไร

ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ เร็วบ้าง ช้าบ้างจะทำอย่างไร


การมีรอบเดือนในช่วงปีแรก ประจำเดือนมักจะมาไม่สม่ำเสมอ หรือขาดหายไปได้ ไม่ต้องกังวลค่ะ ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา
แต่ถ้ามีประจำเดือนมาหลายปีแล้ว การที่ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอมาจากหลายสาเหตุค่ะ อาจเกิดจากสภาพร่างกาย หรือเกิดจากสภาพจิตใจ เช่น ความเครียด แต่ถ้าประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอทุกเดือน น่าจะเกิดจากสาเหตุทางร่างกายมากกว่าคิดว่าไปปรึกษาแพทย์ดีที่สุดค่ะ พยายามสังเกตตัวเองและให้รายละเอียดกับแพทย์มาก ๆ เช่น มากี่วัน ระยะช่วงทิ้งห่างกี่วัน เริ่มมาไม่สม่ำเสมอตั้งแต่เมื่อไร กินยาอะไรอยู่หรือเปล่า เพื่อเป็นข้อมูลให้แพทย์วินิจฉันได้ง่ายขึ้น

ทำอย่างไรจึงจะให้พ่อแม่ยอมรับเพื่อนต่างเพศของลูก


ก่อนอื่น ต้องเข้าใจพ่อแม่ว่าที่ไม่ค่อยอยากให้ลูกมีเพื่อนต่างเพศ ก็เพราะกลัวว่าจะเสียการเรียน กลัวจะเสียอนาคต ถ้ามีลูกสาวก็กลัวจะเสียท่า เสียตัวให้เพื่อนชาย ยิ่งพลาดพลั้งท้องขึ้นมา จะเป็นปัญหาวิกฤติในชีวิตสาวทีเดียว ถ้ามีลูกชายก็กลัวจะได้ผู้หญิงที่ไม่ดี จ้องจับผู้ชายหรือผูกมัดโดยยอมเสียตัว เพื่อให้ผู้ชายรับผิดชอบ ทำให้ลูกชายต้องมีพันธะทั้งที่ยังเรียนไม่จบ

ดังนั้น ถ้าอยากให้พ่อแม่ยอมรับเพื่อนต่างเพศของลูก ลูกก็ต้องทำให้พ่อแม่วางใจว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้น โดยการพาเพื่อนต่างเพศมาที่บ้านเพื่อให้พ่อแม่รู้จัก และพิจารณาว่าเป็นคนที่คบได้หรือไม่น่าไว้วางใจ นอกเวลาเรียน แทนที่จะไปเที่ยวกันสองต่อสอง ควรพาเพื่อนมาที่บ้าน เพื่อทำการบ้าน ทำรายงานด้วยกัน อาจช่วยพ่อแม่ทำงานบ้านบ้าง เช่น ให้เพื่อนหญิงช่วยแม่ทำกับข้าว เพื่อชายช่วยพ่อตัดหญ้า เป็นต้น

แรก ๆ พ่อแม่อาจแสดงท่าทีไม่ยอมรับ ไม่เป็นมิตรกับเพื่อนต่างเพศ อาจไม่ค่อยพูดจาด้วย แต่เมื่อเราสองคนพิสูจน์แล้วว่าเรารักดี ตั้งใจเรียน ไม่ชิงสุกก่อนห่าม ในที่สุดพ่อแม่ก็จะยอมรับ และรู้สึกเหมือนได้ลูกเพิ่มมาอีกคนหนึ่งค่ะ

ทำไมพ่อแม่จึงชอบขัดแย้งกับลูก


ลูกเองก็ชอบขัดแย้งกับพ่อแม่เหมือนกันไม่ใช่หรือคะ
ความขัดแย้งจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อสองฝ่ายไม่ยอมกัน มุ่งจะเอาชนะกัน จนหาข้อยุติร่วมกันไม่ได้ แต่ถ้าฝ่ายใดยอมให้อีกฝ่ายหนึ่งบ้าง ความขัดแย้งย่อมไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ
การที่ลูกเห็นว่าพ่อแม่ชอบขัดแย้งกับลูก เป็นเพราะพ่อแม่เห็นว่าสิ่งที่ลูกคิด สิ่งที่ลูกทำ หรือได้ทำไปแล้วนั้น มันไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม และอาจจะเป็นอันตรายหรือให้ผลเสียกับลูกได้ พ่อแม่จึงต้องดุว่า หรือสั่งสอนให้ลูกเปลี่ยนความคิดหรือเปลี่ยนการกระทำเสียใหม่ เพื่อประโยชน์แก่ตัวลูกเอง
ถ้าลูกพยายามเข้าใจความหวังดีของพ่อแม่ ยอมลดทิฐิมานะลงบ้าง อะไรที่พอจะยอมทำตามพ่อแม่ได้ก็ยอม ๆ เสียบ้าง ความขัดแย้งก็จะลดลง

แต่ถ้าเรื่องใดที่ลูกคิดว่ามีเหตุผล และมั่นใจในความถูกต้องของตน ก็ควรค่อย ๆ พูด ค่อยๆ อธิบาย โดยรอให้พ่อแม่อารมณ์ดีเสียก่อนจึงค่อยพูด ความขัดแย้งก็จะลดลงได้เช่นกันค่ะ

สภาพแวดล้อมทางบ้านมีผลต่อวัยรุ่นหรือไม่

สภาพแวดล้อมทางบ้านมีผลต่อวัยรุ่นได้
ถ้าทางบ้านอบอุ่น พ่อแม่รักใคร่ปรองดองกันดี และให้ความรัก ความเอาใจใส่วัยรุ่นอย่างเพียงพอ วัยรุ่นก็จะเติบโตอย่างมั่นคง และมีความสุข
ถ้าทางบ้านไม่มีความอบอุ่น พ่อไปทางแม่ไปทาง หรือพ่อแม่ทะเลาะวิวาทกันแทบทุกวัน หรือต่างคนต่างอยู่ ไม่ค่อยมีเวลาให้กัน วัยรุ่นก็จะว้าเหว่ ขาดที่พึ่ง ขาดที่ปรึกษา รู้สึกว่าบ้านไม่มีความสุข ไม่อยากอยู่บ้าน เมื่อเพื่อนชักชวนไปในทางผิด เช่น ชวนหนีเรียน ชวนให้ลองสูบบุหรี่ ดื่มสุรา เที่ยวกลางคืน ก็มักจะยอมตามเพื่อน เพราะรู้สึกว่าไม่มีใครรัก ไม่รู้จะทำตัวดีไปเพื่อใคร
ถ้าทางบ้านเข้มงวดกวดขันมากเกินไป พ่อแม่เจ้าระเบียบ มีกฏเกณฑ์ในบ้านมากมาย วัยรุ่นก็อึดอัด ไม่มีความสุข และการต้องพยายามทำตามกฏเกณฑ์ของพ่อแม่ ทำให้วัยรุ่นเครียดมาก และอาจหาทางคลายเครียดในทางที่ไม่ถูกต้องก็ได้
แต่ถึงแม้สภาพแวดล้อมทางบ้านจะมีผลต่อวัยรุ่นมาก แต่ถ้าวัยรุ่นมุ่งมั่นที่จะเป็นคนดี รู้จักคบเพื่อนดี รู้จักหาที่ปรึกษาที่ดี และรู้จักคลายเครียดในทางที่เหมาะสม เช่น เล่นกีฬา เล่นดนตรี หรือทำงานอดิเรกต่าง ๆ วัยรุ่นก็จะเอาตัวรอดได้ และมีอนาคตที่ดีได้ค่ะ

ถ้าพ่อแม่ไม่มีเวลาให้ลูก ลูกจะเป็นคนดีได้อย่างไร

จริงอยู่ที่พ่อแม่ควรจะมีเวลาให้ลูก เพื่อให้ความรัก ความอบอุ่น และให้การอบรมสั่งสอนเพื่อให้ลูกคนดี แต่ในปัจจุบัน ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่บีบคั้น พ่อแม่ต้องออกทำงานกันทั้งคู่ เพื่อให้มีรายได้เพียงพอ จึงอาจมีเวลาให้ลูกน้อยลง ลูกก็คงต้องพยายามเข้าใจ และแทนที่จะน้อยใจ แล้วทำตัวไม่ดีเพื่อประชดพ่อแม่ ลูกควรจะช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อแม่จะดีกว่านะคะ

ถึงพ่อแม่จะไม่ค่อยมีเวลาให้ แต่ลูกก็สามารถจะดูแลตนเองให้เป็นคนดีได้ ด้วยการเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งสอนของแม่ และครูอาจารย์ คบเพื่อนดีที่รักการเรียนและชักชวนกันไปในทางดี ดูโทรทัศน์ ฟังวิทยุ อ่านหนังสือที่ดีๆ สร้างสรรค์ สติปัญญา และชี้แนะในสิ่งที่เป็นประโยชน์

เวลามีปัญหา ถ้าพ่อแม่ไม่มีเวลาให้ ก็อาจจะปรึกษาผู้ใหญ่ เช่น ญาติ ๆ ครู อาจารย์ พี่ น้อง เพื่อนสนิท หรืออาจใช้บริการปรึกษาทางโทรศัพท์ของหน่วยงานต่าง ๆ ก็ได้

จริงหรือที่พ่อแม่ทำให้พี่น้องอิจฉากัน

จะว่าจริงก็น่าจะได้ แต่คงเป็นไปโดยไม่ตั้งใจมากกว่า เพราะพ่อแม่ย่อมรักลูกทุกคนเหมือนๆ กัน แต่อาจจะปฏิบัติต่อลูกแต่ละคนต่างกัน จึงทำให้ลูกรู้สึกว่าพ่อแม่รักพี่หรือน้องมากกว่า แล้วเกิดความอิจฉาลูกคนที่พ่อแม่ให้ความเอาใจใส่ใกล้ชิดมากกว่า

ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะลูกแต่ละคนมีนิสัยต่างกัน เช่น คนพี่อาจจะชอบเก็บตัว ไม่ค่อยพูด คนรองอาจจะดื้อรั้น เอาแต่ใจ ส่วนคนเล็กอาจจะช่างประจบ เป็นต้น พ่อแม่จึงดูจะห่างเหินกับลูกคนแรก และชอบดุว่าลูกคนรอง แต่จะสนิทสนมกับลูกคนเล็ก ทำให้พี่อิจฉาน้อง เป็นต้น

หรือ อาจเป็นเพราะสุขภาพของลูก ลูกคนที่เจ็บป่วยออดๆ แอด ๆ อาจได้รับการดูแลใกล้ชิดมากกว่าลูกคนที่แข็งแรงดี นอกจากนี้ อาจเป็นเพราะฐานะของครอบครัว เช่น ไม่มีเงินพอที่จะซื้อเสื้อผ้าหรือของเล่นใหม่ ๆ ให้น้อง ทำให้น้องต้องใส่เสื้อผ้าเก่า ๆ เล่นของเล่นเก่า ๆ ของพี่ ทำให้น้องรู้สึกอิจฉาพี่ เป็นต้น

พ่อแม่จึงน่าจะอธิบายเหตุผลให้ลูกเข้าใจ และพยายามเอาใจใส่ลูกให้เท่าเทียมกัน ลูกจะได้ไม่อิจฉากัน

ส่วนพี่น้องที่อิจฉากัน ขอให้พยายามเข้าใจว่าพ่อแม่นั้นรักลูกเหมือน ๆ กัน เพียงแต่แสดงออกต่างกัน ถ้าเราทำตัวดีอยู่แล้วก็ไม่ต้องอิจฉาใคร พี่น้องกันรักกันไว้ดีกว่าค่ะ ต่อไปภายหน้าจะได้พึ่งพาอาศัยกัน เป็นที่ปรึกษา และเป็นกำลังใจให้กันและกันไงคะ

ที่เรียกว่าพ่อแม่รังแกฉันนั้น เป็นอย่างไร

"พ่อแม่รังแกฉัน" ในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่า พ่อแม่ทุบตี หรือกระทำทารุณทางกายกับลูก แต่ตามเรื่องที่เล่าต่อกันมา หมายถึง พ่อแม่ที่ตามใจลูก เอาใจลูกมากเกินไป แม้ลูกทำผิดก็ไม่กล้าตักเตือน ไม่กล้าลงโทษให้ลูกเข็ดหลาบ เพราะกลัวลูกจะเจ็บ และคิดว่าพ่อแม่ไม่รัก ลูกจึงมีนิสัยไม่ดี เกะกะเกเร เวลาอยากได้ของของใครก็หยิบเอามาโดยไม่บอกกล่าว เข้าข่ายเป็นขโมย หนักเข้าเมื่อโตขึ้นก็ทำผิดรุนแรงยิ่งขึ้น ถึงขั้นปล้นฆ่าชาวบ้าน เมื่อถูกทางการจับได้ ก็ต้องติดคุกและโดนประหารชีวิต ก่อนตายโจรคนนี้ได้พูดว่า พ่อแม่รังแกฉัน ถ้าพ่อแม่ไม่ตามใจฉันมากเกินไป และอบรมสั่งสอนฉัน ลงโทษฉันเมื่อฉันทำผิดตั้งแต่เด็ก ๆ โตขึ้นฉันคงไม่ถูกทางการลงโทษหนักอย่างนี้หรอก
เรื่องนี้เป็นเรื่องเตือนใจวัยรุ่นได้ดี ถ้ากำลังถูกพ่อแม่ดุว่าหรือถูกอบรมสั่งสอนจนรู้สึกรำคาญและเบื่อหน่าย ขอให้เปลี่ยนความรู้สึกที่ไม่ดีเหล่านั้น ให้เป็นความรู้สึกที่ดี เพราะที่พ่อแม่ทำเช่นนั้น ไม่ใช่เพราะจับผิดหรือเกลียดชัง แต่เป็นเพราะหวังดี อยากให้ลูกเป็นคนดี และไม่มีปัญหาในวันหน้า ลูกจะได้ไม่ต้องพูดว่า "พ่อแม่รังแกฉัน" เหมือนโจรรายนั้นนั่นเอง

ทำไมพ่อแม่จึงเอาใจลูกมากเกินไปจนลูกทำอะไรไม่เป็น

พ่อแม่มีความรักลูกสงสารลูก กลัวลูกจะลำบาก พ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ มีความกังวล กลัวลูกจะทำสิ่งต่าง ๆ ได้ไม่ดีไม่เรียบร้อย ต้องยื่นมือเข้าไปทำเอง เพราะรำคาญที่ลูกทำไม่ได้ดังใจ เป็นลักษณะของพ่อแม่ที่มักจะทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ลูก ชอบรับใช้ลูกจนลูกทำอะไรไม่เป็น

พ่อแม่บางคนฝึกนิสัยลูกไม่เป็น (อาจเป็นเพราะพ่อแม่ก็ขาดวินัยในตัวเอง) บางคนขาดความมั่นใจในตนเอง กลัวลูกจะไม่รัก เลยเอาใจลูกจนสุดตัว

อีกประเภทหนึ่งคือ พ่อแม่ที่มีลูกคนเดียว มีลูกยาก รอลูกคนนี้มานาน พอมีลูกก็ทุ่มเทความรักและปกป้องลูกอย่างมาก และมองลูกเป็นเด็กอยู่ตลอดเวลา เข้าลักษณะรักลูกแต่รักไม่ถูกวิธี เพราะสุดท้ายลูกจะกลายเป็นคนเอาแต่ใจตัวเอง อ่อนแอและไม่รู้จักพึ่งตนเอง

ทำไมพ่อแม่จึงไม่ปล่อยให้ลูกไปเที่ยวกับเพื่อน

เพราะพ่อแม่เป็นห่วง กลัวลูกสุดที่รักจะเป็นอันตรายนั่นเองค่ะ
แต่ก็ต้องถามต่อว่าพ่อแม่ห้ามทุกครั้งหรือไม่
โดยทั่วไป พ่อแม่ส่วนใหญ่จะเป็นห่วงและไม่อยากให้ลูกเที่ยวกลางคืน เที่ยวสถานเริงรมย์ หรือไปเที่ยวต่างจังหวัดไกล ๆ โดยไม่มีผู้ใหญ่ไปด้วย หรือไปเที่ยวกับเพื่อนที่พ่อแม่ไม่รู้จักดี เพื่อนที่พ่อแม่มองว่าไม่เรียบร้อย มีพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจ แต่ถ้านอกเหนือจากเหตุผลเหล่านี้ พ่อแม่คงไม่ห้ามใช่ไหมคะ หรือถ้ายังห้ามอยู่ ก็น่าจะต่อรองกับพ่อแม่ได้ เช่น ให้พ่อแม่เป็นผู้ไปรับส่ง ได้เห็นสถานที่ที่ลูกจะไป ได้รู้จักกับกลุ่มเพื่อนของลูก มีการสัญญาว่าจะโทรศัพท์มาบ้านเมื่อไปถึงแล้ว หรือบอกกำหนดเวลากลับบ้านที่แน่นอน (แล้วอย่าลืมรักษาเวลาด้วย พ่อแม่จะได้ไว้วางใจ) ก็อาจช่วยลดความห่วงของพ่อแม่ลงได้ และเมื่อพ่อแม่ไว้วางใจ ก็คงปล่อยให้ไปเที่ยวกับเพื่อนได้บ้าง แต่ก็อย่ามัวเที่ยวเพลินจนลืมเรื่องเรียนเสียล่ะ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน

ทำไมผู้ใหญ่จึงชอบมองว่าเด็กทำอะไรผิดอยู่เรื่อย

ทำไมผู้ใหญ่จึงชอบมองว่าเด็กทำอะไรผิดอยู่เรื่อย ทั้งที่เด็กก็พยายามทำตัวดีที่สุดแล้ว
ผู้ใหญ่หลายคนก็คงคิดเช่นกันว่าทำไมวัยรุ่นไม่เห็นความหวังดีของผู้ใหญ่บ้างเลย ทั้งที่ผู้ใหญ่ก็พยายามอย่างดีที่สุดแล้ว ทั้งนี้เพราะความคาดหวังที่เรามีต่อคนใดคนหนึ่งมักทำให้เราคิดว่า คน ๆ นั้นควรทำอย่างนั้น ควรคิดอย่างนี้ ผู้ใหญ่ก็คาดหวังว่าเด็กต้องทำอย่างนี้ เด็กก็คาดหวังว่าผู้ใหญ่ต้องคิดเหมือนเรา
ทั้งสองฝ่ายน่าจะลองคุยกันดู จะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเข้าใจความคิดความรู้สึกของกันและกันมากยิ่งขึ้น
และควรบอกว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่ชอบมองเด็กทำผิด ทั้ง ๆ ที่เด็กคิดว่าทำถูกต้องแล้วมีอะไรบ้าง มีกี่เรื่อง จะช่วยให้ชัดเจนมากขึ้น แล้วค่อย ๆ เคลียร์ข้อข้องใจและหาข้อยุติทีละประเด็น จะดีกว่าไหมคะ
ช่วยบอกเอาบุญหน่อยเถอะว่า เรื่องที่ผู้ใหญ่มักมองว่าเด็กทำผิดอยู่เรื่องมีอะไรบ้าง คาดว่าผู้ใหญ่หลายคนคงอยากรู้จริง ๆ เพราะบางครั้งผู้ใหญ่ก็อาจทำไปโดยไม่รู้ตัวก็ได้

ทำไมพ่อแม่จึงไม่ค่อยเข้าใจเด็กวัยรุ่น

คงต้องย้อนถามว่า ทำไมจึงคิดว่าพ่อแม่ไม่เข้าใจเด็กวัยรุ่น วัดจากความคิดเห็นที่แตกต่างกันใช่หรือไม่ บางเรื่องวัยรุ่นเห็นเป็นเรื่องใหญ่ พ่อแม่มองเป็นเรื่องเล็ก แต่บางเรื่องพ่อแม่ว่าเป็นเรื่องใหญ่ วัยรุ่นกลับมองว่าเรื่องไม่เป็นเรื่องใช่หรือไม่ หรือวัดจากการที่พ่อแม่ช่างไม่รู้ใจเลยว่าวัยรุ่นต้องการอะไร
และคงต้องถามต่อไปว่า เคยบอกเคยพูดกับพ่อแม่บ้างหรือไม่ว่าคิดอย่างไร เรามีเหตุผลเช่นไร จึงทำเช่นนั้น อะไรที่ทำให้เรารู้สึกหงุดหงิดใจเสมอ ๆ
ถ้ามีการพูดคุยกัน พ่อแม่ก็จะเข้าใจวัยรุ่นมากขึ้น และวัยรุ่นก็จะเข้าใจพ่อแม่มากขึ้นเช่นกัน
เป็นเรื่องธรรมดาที่คนต่างวัยกันย่อมคิดแตกต่างกัน มองอะไรไม่เหมือนกัน ยุคสมัยที่พ่อแม่เป็นวัยรุ่นก็ต่างจากวัยรุ่นยุคนี้ พ่อแม่ย่อมมีพื้นฐานความคิดที่เรียนรู้มาจากสิ่งแวดล้อมและประสบการณ์เดิม แต่ก็มีพ่อแม่หลายคนที่พยายามศึกษาเพื่อตามทันลูกวัยรุ่นด้วยการอ่านหนังสือ สนใจข้อมูลข่าวสาร ใกล้ชิดและพูดคุยกับวัยรุ่นมาก ๆ ก็จะช่วยลดช่องว่างระหว่างวัยลงได้
อีกประการหนึ่งที่วัยรุ่นควรรู้จักตนเองคือ วัยรุ่นมักเป็นวัยที่มีความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ง่าย บางครั้งรำคาญหงุดหงิดโดยเจ้าตัวก็ไม่รู้สาเหตุ ซึ่งสืบเนื่องจากเป็นวัยที่กำลังจะก้าวข้ามไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ ร่างกายและฮอร์โมนมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลง ความคิดความสนใจก็แตกต่างจากเมื่อเป็นเด็ก เป็นวัยที่กำลังอยากจะค้นหาเอกลักษณ์ของตนเอง สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่วัยรุ่นควรพยายามเข้าใจตนเองด้วย ตามอารมณ์และความรู้สึกของตนเองว่าทำไมจึงมีอารมณ์แบบนี้ ทำไมจึงรู้สึกแบบนั้น แล้วพูดคุยถ่ายทอดให้พ่อแม่ได้รับรู้บ้าง เป็นการช่วยพ่อแม่ทางหนึ่ง ให้พ่อแม่ได้รู้ใจเรามากขึ้น อย่ามัวแต่โทษกันว่า พ่อแม่ไม่เข้าใจ หรือพ่อแม่ก็มัวแต่โทษลูกว่า วัยรุ่นมักก่อปัญหา

ทำไมพ่อแม่ไม่สนับสนุนให้ลูกคบเพื่อนชาย

เหตุผลของพ่อแม่ส่วนใหญ่คือ ความเป็นห่วง กลัวว่าลูกสาวจะไปคบเพื่อนชายที่ไม่ดี พาให้เสียการเรียน หรือมาหลอกให้ลูกช้ำใจ ไม่ไว้วางใจในความเป็นสุภาพบุรุษของผู้ชาย กลัวจะหลอกล่อให้ลูกพลาดพลั้งเสียท่าได้ ความห่วงความกังวลเหล่านี้ ทำให้พ่อแม่พยายามปกป้องลูกสาวอย่างเต็มที่ ยึดคติ “กันไว้ดีกว่าแก้” แต่ลูกสาวสามารถลดความวิติกกังวลดังกล่าวของพ่อแม่ลงได้ เช่น วางตัวให้พ่อแม่ไว้วางใจ เปิดเผยเรื่องเพื่อน ๆ ให้พ่อแม่รับรู้ ให้พ่อแม่ได้พบและรู้จักเพื่อนทุกคน ที่คบกันสนิทสนม หมั่นพูดคุยขอคำปรึกษากับพ่อแม่ มีความรับผิดชอบต่อการเรียนและหน้าที่ของตนเอง วางตัวเหมาะสม ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาบ้างในการพิสูจน์ตัวเอง ข้อสำคัญ ควรเข้าใจว่าการที่พ่อแม่ไม่สนับสนุนให้คบเพื่อนชายมีพื้นฐานมาจากความรัก ความหวังดีและความเป็นห่วงที่มีต่อลูกอย่างล้นเหลือ แต่ถ้าสามารถลดความวิตกกังวลดังกล่าวของพ่อแม่ได้ ทัศนคติของพ่อแม่ก็เปลี่ยนแปลงได้ค่ะ

เมื่อเพื่อนทำไม่ดี เราจะเตือนอย่างไร เพื่อนจึงจะไม่โกรธ

ถ้าเพื่อนเป็นคนเอาแต่ใจตัวเอง ไม่มีเหตุผล คิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกเสมอ การตัดเตือนย่อมทำให้เพื่อนโกรธอย่างแน่นอน และอาจคิดไปในแง่ร้ายว่าเราอยู่คนละฝ่ายกับเขา แม้เราจะหวังดีกับเขาแค่ไหนก็ตาม
ดังนั้น ถ้าคิดจะตักเตือนเพื่อนประเภทนี้ ก็ให้ทำใจไว้ล่วงหน้าเลยว่าเขาจะโกรธ และเมื่อเตือนแล้ว ก็ไม่ควรเตือนอีก จะเป็นการพูดซ้ำซาก เสียเวลา เสียอารมณ์ ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ปล่อยให้เขาเผชิญความจริงด้วยตัวเองต่อไปดีกว่า
แต่เมื่อใด ที่เพื่อนคนนั้นมีความทุกข์ด้วยเรื่องที่เราเตือนเขาแล้ว เราก็ควรแสดงความเป็นเพื่อนที่ดี ด้วยการปลอดใจเขา อย่างไปซ้ำเติมหรือพูดในเชิงสมน้ำหน้าว่าเราเตือนแล้วเขาไม่เชื่อ จะทำลายน้ำใจกันเกินไป เพื่อนที่ดีเขาไม่ทำกัน
เพื่อนก็คือเพื่อน ย่อมต้องมีความหวังดีต่อกัน ถึงเตือนแล้วจะโกรธ แต่ด้วยความสัมพันธ์ที่มีมานาน ก็คงตัดกันไม่ขาด แล้วสักวันเขาก็ต้องเข้าใจในความหวังดีของเรา และอาจขอบคุณเราด้วยซ้ำไป
อย่าปล่อยให้เพื่อนทำผิด โดยเราไม่เตือน เพราะกลัวเขาโกรธเลยนะคะ

มีปัญหาเวลาทำรายงาน เพื่อนไม่ยอมให้เข้ากลุ่ม จะทำอย่างไร

เพื่อน ๆ ย่อมอยากได้คนที่ขยัน มีความรับผิดชอบ ตั้งใจทำงาน มาเข้ากลุ่ม เพื่อรายงาน จะได้มีคุณภาพ เสร็จทันเวลา และได้คะแนนดี
แต่ถ้าเราเป็นคนขี้เกียจ ไม่รับผิดชอบงานส่วนที่ได้รับมอบหมายไม่ตั้งใจ ทำให้ดี ทำแบบ ชุ่ย ๆ พอพ้นตัว เพื่อนก็ย่อมไม่อยากให้เราเข้ากลุ่ม ไปเป็นตัวถ่วงของพวกเขา
เข้าใจค่ะ ว่าการที่เพื่อนไม่ยอมให้เข้ากลุ่มคงทำให้เรารู้สึกเจ็บปวด แต่เราคงต้องพิจารณาตัวเองด้วย ลองปรับปรุงตัวเสียใหม่ ขยันเรียนให้มากขึ้น ส่งการบ้านให้ทันเวลา และเป็นฝ่ายช่วยเหลือเพื่อนก่อนในเรื่องการเรียน เพื่อน ๆ ก็จะประทับใจ ต่อไปจะกลายเป็นว่าเพื่อน ๆ แย่งตัวเราให้เข้ากลุ่มด้วยซ้ำไปค่ะ
ส่วนในกรณีเร่งด่วน ถ้าเพื่อนไม่ยอมให้เข้ากลุ่ม อาจจ้องไปบอกอาจารย์ เชื่อว่าอาจารย์น่าจะช่วยได้ ถ้าไม่หากลุ่มให้เรา ก็อาจให้เราทำรายงานเดี่ยวมาส่ง ซึ่งก็จะเป็นโอกาสให้เราได้มีอิสระในการทำงานอย่างเต็มที่ และได้พิสูจน์ตัวเองด้วยว่าเราทำได้ เพื่อน ๆ เห็นฝีมือเราแล้วก็คงทึ่ง และยอมรับเราในที่สุดค่ะ

ถูกเพื่อนนินทาลับหลัง เสียความรู้สึกมาก จะทำอย่างไร


"อันนินทากาเลเหมือนเทน้ำ ไม่ชอกช้ำเหมือนเอามีดไปกรีดหิน"

คำพูด ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป คนนินทาเขาก็สนุกของเขาไป และเขาก็คิดว่าเราไม่ได้ยิน เราก็น่าจะรับมุขของเขา คือทำเป็นไม่ได้ยิน ปล่อยให้มันผ่านไป อย่างไปเก็บเอามาคิดต่อเรื่องก็จะจบ
เรื่องอะไรเราจะไปทุกข์ ในขณะที่คนต้นเหตุเขาสนุกล่ะคะ มันไม่เห็นจะคุ้มกันเลย เป็นการทำร้ายตัวเองเปล่า ๆ ถือเสียว่าคำนินทาของเพื่อนเป็นการช่วยฝึกใจเราให้หนักแน่นก็แล้วกันค่ะ แล้วประโยชน์ก็จะตกอยู่กับเรา
ส่วนเราเอง บางครั้งก็ยังเผลอนินทาเพื่อนเหมือนกันไม่ใช่หรือค่ะ โดยเราก็ไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรกับเขา ดังนั้น เวลาที่ถูกนินทาก็คิดว่าเพื่อนล้อเล่น ไม่มีเจตนา ก็น่าจะดีเหมือนกันนะคะ
ถ้าเพื่อนคนนั้น เขาเป็นคนที่ขึ้นชื่อในเรื่องนินทา ก็ยิ่งแล้วใหญ่ ไม่ต้องไปสนใจเลย เพราะจะไม่มีใครเชื่อคำพูดของคนช่างนินทาหรอกค่ะ แค่ฟังสนุก ๆ ไปอย่างนั้นเอง
ถ้าเพื่อนคนที่นินทา เขามีความดีอื่นอยู่อีกมาก ก็น่าจะคบเขาต่อไปนะคะ คิดว่าเรื่องแค่นี้ขอกันกินก็แล้วกันนะคะ

มีเพื่อนชอบเอาแต่ใจ จะทำอย่างไร

น่าจะลองขัดใจเพื่อนบ้าง ในเรื่องที่เราไม่เห็นด้วยกับเขา และบอกเหตุผลของเราให้เขาฟัง
แต่ถ้าเพื่อนไม่ยอมฟัง แล้วโกรธเรา งอนเรา ก็ปล่อยเขาไปสักพัก เมื่อเขาคิดได้ และเห็นว่าเรายังเป็นเพื่อนที่น่าคบอยู่ เขาก็คงเป็นฝ่ายกลับมาหาเราเอง โดยที่เราไม่ต้องไปง้อเขา
แต่ถ้าเพื่อโกรธแล้วโกรธเลย ก็คงต้องปล่อยเขาไป เราอยู่อย่างสบายใจของเราดีกว่า เรื่องอะไรจะต้องไปเสียเวลา เสียอารมณ์ คอยตามง้อ ตามเอาใจเพื่อนที่ไม่เคยคิดจะเอาใจเราบ้างเลย จริงไหมคะ

ทำอย่างไรให้เพื่อนเกรงใจไม่เอาเปรียบเรา

การที่เพื่อนไม่เกรงใจ และชอบเอาเปรียบเรา ก็เพราะเรายอมอ่อนข้อให้เพื่อน หรือเป็นฝ่ายต้องพึ่งพาอาศัยเพื่อนมากเกินไป เพื่อนจึงรู้สึกว่าเราเป็น "ของตาย" จะทำอย่างไรกับเราก็ได้ เพราะเราไปไหนไม่รอดถ้าขาดเขา
คงต้องหัดพึ่งพาตัวเองให้มาก ทำอะไรด้วยตัวเองให้เป็น และรู้จักยืนยัน สิทธิของเราบ้าง เพื่อให้เห็นว่าเราก็มีศักดิ์ศรีเหมือนกัน
เวลาเพื่อนทำอะไรให้เราไม่พอใจ ก็อย่าทนเงียบ แต่ให้บอกเพื่อนไปตรง ๆ ว่าเราไม่ชอบ อย่าทำอย่างนี้กับเราอีก เพราะเราเองก็ยังไม่เคยทำกับเขาอย่างนี้เลย ถ้าเราไม่พูด เพื่อนก็อาจจะไม่รู้ตัว และเราก็ต้องเก็บกดอารมณ์ที่ไม่ดีเอาไว้ เป็นผลเสียต่อตัวเราด้วย นานไปเมื่อทนไม่ไหว ก็อาจระเบิดอารมณ์ออกมา ทำให้ความสัมพันธ์ขาดสะบั้นลงจนมองหน้ากันไม่ติดก็ได้
แต่ถ้าบอกแล้วเพื่อนยังขืนทำอีก ก็แสดงว่าเขาไม่แคร์เรา เราก็ควรอยู่ให้ห่างเขาเข้าไว้ แล้วหันไปคบเพื่อนใหม่ที่นิสัยดี คบแล้วสบายใจ จะดีกว่า
คนที่ไม่เกรงใจและชอบเอาเปรียบเพื่อนนั้น ไม่มีใครชอบและอยากได้เป็นเพื่อนหรอกค่ะ ถ้าเขาไม่แก้ไขตัวเอง นานไปก็จะไม่มีใครคบเขาเองแหละค่ะ

คนรวยคนจนต่างกัน แต่จะเป็นเพื่อนกันได้ไหม

ได้แน่นอนค่ะ ถ้าสองฝ่ายเข้าใจ ยอมรับ และรักษาน้ำใจกัน
คนที่รวยกว่าก็ไม่โอ้อวด วางตัวข่มเพื่อน คนที่จนกว่าก็ไม่ฉวยโอกาส หลอกเอาเงิน หรือลดตัวไปเป็นลูกสมุนอยู่ใต้อำนาจเขา
การเป็นเพื่อนกันนั้น เป็นการผสมผสานและเพิ่มเติมส่วนที่ขาดให้กันและกัน เพื่อนที่รวยกว่า ก็อาจต้องการที่ปรึกษาหรือต้องการคนเตือนสติ เมื่อทำไม่ถูกไม่ควร ส่วนเพื่อนที่จนกว่าก็อาจต้องการคนให้กำลังใจ เรียกได้ว่าทั้งคู่ก็ต้องการกันและกัน เพื่อความอบอุ่นใจ ไม่ควรโดดเดี่ยวทั้งในเวลาทุกข์และสุข
หากคบใครแล้ว รู้สึกสบายใจ รู้สึกว่าเขาก็ชอบเรา จริงใจกับเรา ก็คบต่อไปเถอะค่ะ อย่าให้ฐานะมาเป็นปัญหาให้ต้องคิดมากเลย

รู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าเพื่อน

ควรทำอย่างไร ควรจะพิจารณาดูก่อนว่า เราด้อยกว่าเพื่อนเรื่องอะไร เป็นเรื่องที่แก้ไข ปรับปรุงได้หรือไม่ จะได้หาหนทางกันต่อไป
ถ้าเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ เช่น รู้สึกว่าตัวเองเรียนด้อยกว่าเพื่อน รู้สึกว่าเพื่อนรอบรู้เรื่องต่าง ๆ มากกว่าเรา รู้สึกว่าเราเล่นกีฬาไม่เก่งเท่าเพื่อน เป็นต้น
เรื่องแบบนี้เราสามารถพัฒนาตัวเองให้ทันเพื่อนได้ เช่น ขยันเรียนให้มากขึ้น ขยันอ่านหนังสือความรู้รอบตัวให้มากขึ้น หมั่นศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเอง หรือไม่ก็ไปเรียนพิเศษ ทุ่มเวลาสำหรับฝึกซ้อมกีฬาให้มากขึ้น เราก็อาจจะทัดเทียมเพื่อนได้ เรียกว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น
ถ้าเป็นเรื่องที่แก้ไขไม่ได้ เช่น รู้สึกด้อยที่พ่อแม่แยกทางกัน ไม่อบอุ่นเหมือนครอบครัวเพื่อน รู้สึกว่าฐานะยากจนกว่าเพื่อน ไม่มีของใช้แพง ๆ เหมือนเพื่อน รู้สึกว่าไม่สวยไม่หล่อเหมือนเพื่อน เป็นต้น เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่เราต้องทำใจ เพราะคนเราเลือกเกิดไม่ได้
แต่ก็ไม่ควรจมอยู่กับความน้อยเนื้อต่ำใจไปตลอด ลองมองหาข้อดีที่เราได้รับมาบ้าง เช่น การที่พ่อแม่แยกทางกัน ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น และเป็นบทเรียนสำหรับการเลือกคู่ของเราในอนาคต ที่จะต้องเลือกให้ดี คิดให้รอบคอบก่อน หรือการที่ฐานะยากจน ก็ทำให้เรารู้จักคุณค่าของเงิน รู้จักใช้จ่ายอย่างประหยัด ในอนาคตเมื่อมีงานทำ มีเงินเดือน เราก็จะเก็บเงินได้ ไม่ยากจนอีกต่อไป หรือการที่คิดว่าไม่สวยไม่หล่ออย่างเพื่อน ก็น่าจะดี จะได้ไม่มีใครมาจีบ ทำให้จิตใจไขว้เขวจนไม่เป็นอันเรียน
ถ้าคิดได้อย่างนี้จะทำให้เราเป็นคนที่มีอารมณ์มั่นคง และคนที่มีอารมณ์มั่นคงจะได้เปรียบคนอื่นในทุก ๆ ทางค่ะ โดยเฉพาะเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ต่อไป

เพื่อนแบบไหนที่เราจะปรึกษาได้

ก่อนอื่นคุณควรเลือกเพื่อนที่จะปรึกษา ดูว่าเพื่อนคนนั้นเป็นคนรอบคอบ มีความคิดไตร่ตรอง มีเหตุผลหรือไม่ เป็นคนที่คุณไว้วางใจได้ มีความหวังดีต่อคุณอย่างจริงใจหรือเปล่า เขามีความรู้ในสิ่งที่คุณจะปรึกษามากน้อยแค่ไหน (เช่น ได้จากการอ่อนหรือประสบการณ์ตรง)
คำถามต่อมาคือ คุณจะปรึกษาเรื่องอะไร อย่าลืมว่าเพื่อนของคุณอยู่ในวัยเดียวกับคุณ เขาคงรู้อะไรพอ ๆ กับคุณนั่นแหล ดังนั้น เรื่องที่จะปรึกษาควรเป็นเรื่องธรรมดาทั่ว ๆ ไปที่คุณคิดว่าเขาน่าจะรู้ เช่น เรื่องการเรียน การมีปัญหากับเพื่อนคนอื่น ๆ และการระบายปรับทุกข์เรื่องต่าง ๆ
เพื่อนมักเป็นคนที่เหมาะกับการปรับทุกข์มากกว่าเป็นผู้ให้คำปรึกษา (และต้องดูว่าเขาพร้อมที่จะรับฟังคุณด้วย) คุณอาจรับฟังคำแนะนำของเพื่อน แต่ก็ต้องแสวงหาคำแนะนำจากคนอื่น ๆ ด้วย เช่น พ่อแม่ ผู้ใหญ่ใกล้ชิด ซึ่งมีความรู้ รอบคอบและมีประสบการณ์มากกว่าเพื่อนคุณจะได้ค้นพบคำตอบที่ดีที่สุดค่ะ

มีเพื่อนที่ชอบหงุดหงิดง่ายจะทำอย่างไร

เวลาที่เพื่อนหงุดหงิดก็ลองถามเขาสิคะว่าหงุดหงิดเรื่องอะไร หรือทำไมต้องหงุดหงิดด้วยเรื่องแค่นี้
ถ้าเหตุผลของความหงุดหงิดสมเหตุสมผลก็บอกให้เพื่อระบายออกมาและรับฟัง อารมณ์ของเพื่อนจะดีขึ้นเอง
แต่ถ้าหงุดหงิดไม่มีสาเหตุหรือด้วยสาเหตุที่เล็กน้อยเสียเหลือเกิน ถ้ารักเพื่อน หวังดีกับเพื่อน ก็ต้องช่วยกันปรับพฤติกรรมเพื่อนแล้วละค่ะ อาจจะไม่ให้ความสนใจและไม่ใส่ใจ หรือปลีกตัวหลบออกมา เมื่อไรก็ตามที่เพื่อนอารมณ์ดีค่อยเข้าไปหา แสดงความสนใจและพูดคุยด้วย หรือไม่ก็บอกเพื่อนไปตรง ๆ ว่า เราคงไม่สามารถที่จะทนรองรับอารมณ์ของเพื่อนได้ตลอดเวลา เอาไว้สบายใจเมื่อไรแล้วค่อยมาคุยกัน
เชื่อว่าบ่อยครั้งเข้าเพื่อนก็จะเรียนรู้ที่จะปรับตัวได้เอง และเขารู้ว่าไม่สามารถออกฤทธิ์หรือแสดงอารมณ์ไม่ดีกับเพื่อนบ่อย ๆ ได้ ไม่มีเพื่อนคนไหนยอมรับ และเขาอาจจะกลายเป็นคนไม่มีเพื่อน ถ้ายืนยังชอบหงุดหงิดใส่เพื่อนเสมอ ๆ

ติดเพื่อน รู้สึกเหงาถ้าไม่มีเพื่อนจะทำอย่างไร

เป็นธรรมชาติของวัยรุ่นค่ะที่ชอบรวมกลุ่มอยู่กับเพื่อน ๆ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติเลย เด็กบางคนถึงขนาดขอพ่อแม่ย้ายโรงเรียนตามเพื่อนก็มี อย่างไรก็ตามเราควรเรียนรู้ที่จะเป็นตัวของตัวเองด้วย และรู้จักวิธีคลายความเหงาในเวลาที่ไม่มีเพื่อนอยู่ด้วย
ลองคิดดูสิคะว่ามีอะไรที่ทำแล้วให้ความเพลิดเพลินก็ทำสิ่งนั้น เช่น บางคนชอบฟังเพลง บางคนชอบอ่านหนังสือ บางคนชอบเลี้ยงสัตว์หรือปลูกต้นไม้ บางคนชอบเย็บปักถักร้อย เขียนบันทึก ที่สำคัญลองหัดสร้างสัมพันธภาพกับคนอื่น ๆ บ้าง จริงอยู่ที่ว่าเราอาจมีเพื่อนสนิทเพียงคนสองคน แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่คบกับคนอื่นเสียเลย การเป็นคนเข้ากับใคร ๆ ได้ง่าย จะทำให้เรามีคนคุยด้วย แล้วจะรู้สึกว่าคนอื่น ๆ ก็ช่วยให้เราคลายเหงาได้เหมือนกัน

ทำอย่างไรจึงจะเป็นคนคุยเก่งและมีเพื่อนมากๆ

การพูดคุยเป็นเรื่องที่พัฒนาได้ คนที่คุยเก่งคือที่มีเรื่องราวมากมายมาเล่าให้เพื่อน ๆ ฟัง ลองใช้วิธีดูทีวี ฟังวิทยุ ดูหนังสือหรืออ่านหนังสือมาก ๆ แล้วเอาเรื่องที่ได้อ่านได้ดูมาเล่าให้เพื่อนฟัง ส่วนวิธีการเล่าให้ดึงดูดความสนใจนั้น แรก ๆ อาจลองสังเกตเพื่อนที่คุยเก่ง ๆ ฟังเขาและจดจำวิธีการพูด การใช้คำของเขา เลียนแบบเขาก่อนแล้วค่อย ๆ พัฒนามาเป็นวิธีการของเราเอง หรือจะศึกษาจากรายการทอล์คโชว์ต่าง ๆ ก็ได้ ค่ะ ถ้ายังไม่พร้อมที่จะเล่าให้เพื่อนฟัง ก็ลองคุยให้คนอื่น ๆ เช่น คุณพ่อคุณแม่ พี่น้อง (หรือเจ้าด่างที่บ้านก็ได้) ฟังก่อน เป็นการฝึกเรียบเรียงความคิดไปในตัวด้วย
ที่จริงการมีเพื่อนมาก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการคุยเก่งเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ด้วย เช่น เป็นคนอารมณ์ดี มีอารมณ์ขัน มีน้ำใจ รู้จักฟังเวลาคนอื่นพูด แค่นี้เพื่อนก็ติดกันกรอแล้วล่ะค่ะ
อย่าลืมว่าคนที่จองเวทีคุยอยู่คนเดียว ไม่รู้จักฟังคนอื่นบ้าง ก็น่าเบื่อมิใช่น้อย หรือคนที่พูดไม่ถูกกาละเทศะ พูดไม่เข้าหูคน ก็อาจทำให้เพื่อนหนีไปหมดได้เหมือนกันนะคะ

เวลาถูกเพื่อนล้อเลียน ควรทำอย่างไร

ไม่ต้องทำอะไร ทำท่าเฉย ๆ เข้าไว้ เพราะยิ่งแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ เพื่อนก็จะยิ่งสนุกและล้อเลียนไม่หยุดหย่อน แต่ถ้าทำเฉยเสีย ไม่โต้ตอบทั้งสีหน้าท่าทางและคำพูด เพื่อนก็จะไม่รู้สึกสนุกกับการล้อเลียนและเลิกล้อไปเอง
อย่างให้เพื่อนรู้ว่า คำล้อเลียนมีผลต่อความรู้สึกของเรา เพราะนั่นคือสิ่งที่เพื่อนต้องการและหวังที่จะได้เห็น จึงควรทำจิตใจให้มั่นคงเข้าไว้ ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน เพื่อนจะได้รู้สึกผิดหวังไงคะ ถือเป็นการแก้ลำอย่างหนึ่ง
และถ้าคำล้อเลียนนั้นไม่ทำให้เรารู้สึกแย่เกินไป มีปมด้อย หรือรู้สึกรำคาญ ก็อาจทำให้เป็นเรื่องขบขันไปเสียก็ได้ ถือว่าช่วยให้เพื่อนได้สนุกสนานก็แล้วกัน ให้ตัดสินใจเลือกเองค่ะว่าต้องการผลลัพธ์แบบไหน

จะหาเพื่อนที่คุยกับเรารู้เรื่องและชอบอะไรเหมือนเราได้อย่างไร

ไม่อยากหรอกค่ะ ถ้าเราแสดงท่าทีเป็นมิตร มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ก็จะมีเพื่อนมากมายมาให้เราเลือกคบหาสมาคม เพื่อนคนไหนคุยกันถูกคอ มีรสนิยมตรงกันก็จะดังดูดเข้าหากันเอง เหมือนแม่เหล็กต่างขั้ว ไม่จำเป็นต้องตั้งอกตั้งใจเฟ้นหาหรอกค่ะ
แต่ถ้าเราเก็บตัว ไม่ยอมสร้างสัมพันธภาพกับใครเลย มัวแต่จะรอให้คนอื่นเป็นฝ่ายเข้ามาหาเราเอง ก็คงยากที่จะพบเพื่อนที่ถูกใจได้ง่าย ๆ เพราะเราไม่มีโอกาสเรียนรู้ว่าใครเป็นอย่างไร เรื่องอย่างนี้ต้องอาศัยความสนิทสนม และใช้เวลาพอสมควรค่ะ
ดังนั้น ฝึกเป็นคนยิ้มง่ายเข้าไว้ วางตัวสบาย ๆ เป็นตัวของตัวเอง และรู้จักหยิบยื่นความเป็นมิตรให้กับคนอื่นก่อนค่ะ

ทำไมเราจึงรู้สึกว่าเพื่อนมีความสำคัญมากกว่าพ่อแม่

เพราะเพื่อนอยู่ในวัยเดียวกับเรา ทำให้มีความคิดความรู้สึกคล้ายคลึงกัน ชอบและสนใจอะไรเหมือน ๆ กัน จึงรู้สึกว่าเพื่อนยอมรับเราได้เกือบทุกเรื่อง และเข้าใจเรามากกว่าพ่อแม่ซึ่งเป็นคนต่างวัย เวลาอยู่กับเพื่อนจึงรู้สึกสนุก คุยกันถูกคอ เรียกว่าพูดภาษาเดียวกันนั่นเอง วัยรุ่นเลยชอบที่จะอยู่กับเพื่อนมากกว่า

นอกจากนั้น การที่วัยรุ่นแสดงความสนใจและให้ความสำคัญกับเพื่อนก็อาจเป็นเพราะกลัวว่าเพื่อนจะโกรธ ห่างเหินหรือไม่ยอมรับ ในขณะที่พ่อแม่มีความรักให้วัยรุ่นอย่างไม่มีเงื่อนไข ในจิตใจส่วนลึกของวัยรุ่นเองก็รู้ว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พ่อแม่ย่อมให้อภัยลูกเสมอ จึงเลือกที่จะตามใจตามงอนง้อเพื่อน เลยดูเหมือนกับว่าวัยรุ่นให้ความสำคัญกับเพื่อนมากกว่า แต่ถ้าวัยรุ่นได้สำรวจใจตนเองจริง ๆ แล้ว วัยรุ่นอาจพบว่าพ่อแม่ต่างหากที่สำคัญที่สุด (ไม่มีใครหวังดีและจริงใจกับเราเท่าพ่อแม่) เพียงแต่ไม่ได้แสดงออกเหมือนกับแสดงต่อเพื่อน หรือว่าไม่จริง ?

ฝันเปียกมีครั้งเดียวแล้วหมดไป หรือมีต่อไปเรื่อย ๆ

มีได้เรื่อย ๆ ค่ะ ส่วนใหญ่วัยรุ่นชายอายุราว 14-16 ปี ลูกอัณฑะจะเจริญเติบโตและทำงานได้เต็มที่ จึงสามารถพลภาวะฝันเปียกได้ และไม่ใช่เรื่องผิดปกติด้วย เป็นธรรมชาติค่ะ ที่อยากจะให้เข้าใจคือ ฝันเปียกไม่ได้เกิดจากการสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองนะคะ การสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองเป็นการกระทำในช่วงที่ตื่นอยู่ โดยใช้จินตนาการเป็นเครื่องช่วย แต่การฝันเปียกคือการหลั่งออกมาในยามหลับโดยที่ตัวเองควบคุมไม่ได้

โรคเอดส์ติดต่อทางการว่ายน้ำได้หรือเปล่า


ไม่ได้ค่ะ การติดโรคเอดส์ได้ต้องได้รับเชื้อในปริมาณมากจากผู้ที่ติดเชื้อเอดส์จำไว้เลยค่ะว่า

  1. โรคเอดส์จะติดได้จากคนที่เป็นโรคเอดส์เท่านั้น
  2. ต้องได้รับเชื้อในปริมาณที่มากจึงจะติดได้
  3. เชื้อเอดส์จะอยู่ในสารคัดหลั่ง น้ำอสุจิ เลือด น้ำเหลือง น้ำนม น้ำลาย แต่ต้องมีปริมาณมาก อย่างน้ำลายต้องได้รับน้ำลายหลายลิตรทีเดียวจึงจะติด ถ้ามีบาดแผลในปากขณะจูบก็ติดได้นะคะ
  4. เชื้อเอดส์จะเข้าสู่ร่างกายคนอื่นได้ก็ต้องมีทางเข้า เช่น ปนอยู่กับน้ำอสุจิหรือน้ำในช่องคลอด แล้วผ่านเข้าไปในร่างกายด้วยการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย หรือร่างกายมีแผลแล้วไปสัมผัสเลือดของคนที่ติดเชื้อเอดส์ แต่ถ้ารีบทำความสะอาดและปิดบาดแผลก็อาจไม่ติด เพราะอย่างที่บอกแล้วว่าต้องได้รับในปริมาณที่มากจึงจะติดได้ อย่างเช่นการถ่ายเลือด (รับรองว่าติดแน่) หรือการมีเพศสัมพันธ์โดยใช้ปาก แล้วในช่องปากมีแผล เชื้อก็อาจเข้าไปทางแผลนั้นได้

นอกเหนือจากองค์ประกอบ 4 ข้อนี้แล้ว การใช้ห้องน้ำ การใช้จานชาม ช้อนส้อม การสัมผัสร่างกายกัน ฯลฯ ไม่ติดค่ะ ไม่ต้องห่วง

การมีเพศสัมพันธ์เร็วเกินไป จะทำให้ร่างกายหยุดการเจริญเติบโตหรือไม่

การเจริญเติบโตอยู่ที่กรรมพันธุ์ การบริโภคอาหารที่มีคุณค่า และการออกกำลังกาย รวมทั้งการผลิตฮอร์โมนที่มีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโต
การเจริญเติบโตคงไม่เกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์
แต่การมีเพศสัมพันธ์เร็ว จะมีผลทำให้เสี่ยงต่อการติดโรคทางเพศสัมพันธ์มากขึ้นค่ะ รวมทั้งโรคติดเชื้อของระบบสืบพันธุ์ โดยเฉพาะผู้หญิงจะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูกมากกว่าปกติ และเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ด้วย

อะไรเป็นเหตุจูงใจให้วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์

เนื่องจากมีการเพิ่มขึ้นของระดับฮอร์โมนเพศ ทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นหนุ่มสาว มีการเปลี่ยนแปลงของอวัยวะเพศ และมีผลทำให้เกิดความรู้สึกทางเพศขึ้นด้วย จึงทำให้มีการตื่นตัวทางเพศได้ง่ายและรวดเร็ว
ช่วงนี้จึงต้องระวัง เพราะสิ่งที่จะจูงใจให้วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์กันได้ง่ายคือ การมีโอกาสอยู่ใกล้ชิดกันสองต่อสอง การแตะเนื้อต้องตัวกันหรือการสัมผัสร่างกาย ถ้าประกอบกับการดูวีดีโอ ดูภาพโป๊ การดื่มเหล้า เสพยา ก็จะยิ่งกระตุ้นเร้าความตื่นตัวทางเพศได้มากขึ้น และควบคุมตัวเองได้น้อยลง
อย่าลืมว่าวัยรุ่นเป็นวัยที่มีความอยากลองเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งสภาพร่างกายพร้อม และมีความตื่นตัวเต็มที่ มีสิ่งเร้าภายนอกกระตุ้น รวมทั้งโอกาสอำนวย ก็จะถลำตัวมีเพศสัมพันธ์ได้ง่ายค่ะ

มีเพศสัมพันธ์เวลาใด จึงมีโอกาสมีลูกมากที่สุด

ช่วงที่ไข่สุกค่ะ คือผู้หญิงจะมีไข่สุกเดือนละครั้ง หากมีรอบประจำเดือนสม่ำเสมอ 28 วัน ไข่จะสุกประมาณวันที่ 14-15 หลังการมีรอบเดือน ในช่วงนี้ผู้หญิงจะมีโอกาสตั้งครรภ์ได้สูงมากหากมีการร่วมเพศ
แต่ก็ใช่ว่าโอกาสจะมีแค่สองวันนี้นะคะ วันอื่น ๆ หลังมีประจำเดือนจนถึงก่อนมีประจำเดือน 7 วันก็อันตรายค่ะ มีโอกาสท้องได้เสมอ ใช้การคุมกำเนิดเข้าช่วยดีกว่าค่ะ เช่น ใช้ถุงยางอนามัย หรือกินยาคุม
มีการพบว่าการตั้งครรภ์ในหญิงอายุก่อน 20 ปี จะเสี่ยงอันตรายมากกว่าการตั้งครรภ์ระหว่างอายุ 20-35 ปี ถึง 4-5 เท่าเชียวนะคะ เนื่องจากวัยรุ่นยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ กระดูกเชิงกรานที่ยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่จะทำให้การคลอดติดขัดได้ ซึ่งจะเป็นอันตรายทั้งแม่และลูก
มีลูกในวัยอันสมควรและพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจเถอะค่ะ จะดีที่สุด

การมีอวัยวะเพศยาวหรือสั้นเป็นเพราะอะไร

ขึ้นอยู่กับเชื้อชาติและกรรมพันธุ์ คงต้องยอมรับในสิ่งที่ธรรมชาติให้มาค่ะ อย่าไปหลงเชื่อคำโฆษณาที่ว่ามีวิธีทำให้อวัยวะเพศใหญ่ขึ้น เช่น ใช้ยาฉีด นอกจากจะเสียเงิน เจ็บตัวแล้ว ยังเสียรู้อีก เพราะเคยมีคนที่เจ็บปวด อวัยวะส่วนนั้นอักเสบ เน่า เรียกว่าแทบเจียนตายมาแล้วค่ะ
สำหรับขนาดเจ้าหนูหรือองคชาตของผู้ชายที่เป็นหนุ่มเต็มตัวแล้วจะมีความยาว 7-11 เซนติเมตร และเมื่อแข็งตัวเต็มที่จะมีขนาดระหว่าง 14-18 เซนติเมตร แต่ขนาดขององคชาตในขณะที่ไม่แข็งตัวและแข็งตัวไม่มีความสัมพันธ์กัน คนที่องคชาตเล็กและสั้นขณะไม่แข็งตัว เมื่อเกิดความรู้สึกทางเพศอาจจะขยายใหญ่มากกว่าคนที่องคชาตใหญ่ และคนที่องคชาตใหญ่และยาวขณะไม่แข็งตัว เมื่อแข็งตัวก็อาจมีขนาดเล็กกว่าองคชาติของคนที่มีขนาดเล็กกว่าได้
องคชาตแบ่งได้เป็น 3 ส่วนคือ ส่วนโคน ตัว และหัวองคชาต
แต่ถ้าวัยยังเป็นวัยรุ่นไม่หนุ่มเต็มที่ ขนาดก็อาจย่อมเยากว่านี้ไม่ต้องวิตกกังวลค่ะ

ถ้าดูหนังโป๊มาก ๆ จะเป็นอะไรหรือเปล่า

หนังโป๊จะกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ และทำให้หมกมุ่นในเรื่องนี้ได้ เพราะดูแล้วก็เกิดจินตนาการ เอาไปคิดต่อ ทำให้ไม่มีกะจิตกะใจจะอ่านหนังสือ หรือเกิดจินตนาการขึ้นมาแล้วก็อยากลองทำจริง อาจมีปัญหาตามมาได้ เพราะถ้าไปทำกับหญิงบริการก็อาจติดโรค ทำกับเพื่อนอาจทำให้เพื่อนท้อง หรือไปทำกับเด็กก็จะถูกจับ ติดคุกติดตะราง เสียอนาคต สู้เอาเวลาไปเล่นกีฬาดีกว่าค่ะ เด็กวัยรุ่นมีพลังงานส่วนเกินเยอะ เล่นกีฬา ออกกำลังกาย นอกจากจะทำให้รูปร่างดีแล้ว ยังทำให้สุขภาพแข็งแรง และได้สนุกกับเพื่อน ๆ ด้วย อาจได้เพื่อนใหม่จากการเล่นกีฬาก็ได้
แต่ถ้าชอบดูหนังจริง ๆ ก็มีหนังตั้งหลายประเภทให้เลือกดู อย่างหนังตื่นเต้น หนังตลก ลองเปลี่ยนแนวบ้างค่ะ อาจจะติดใจก็ได้

หญิงกับชาย ใครมีความรู้สึกทางเพศเร็วกว่ากัน

เร็วกันคนละด้านค่ะ
ผู้ชายจะมีความรู้สึกทางเพศด้วยการได้รับการเร้าจากการเห็นมากกว่าผู้หญิง เช่น ได้ดูภาพโป๊เปลือย เห็นผู้หญิงแต่งตัวล่อแหลม ก็จะเกิดจินตนาการในเรื่องเพศและอวัยวะเพศแข็งตัวได้ง่าย
ส่วนผู้หญิงจะมีความรู้สึกทางเพศด้วยการได้รับการเร้าจากการสัมผัสดีกว่าชาย คนโบราณถึงสอนลูกหลานไงคะว่า ผู้หญิงควรรักนวลสงวนตัว ซึ่งเป็นคำสอนที่ฉลาดมาก เพราะเขารู้ธรรมชาติของผู้หญิงดีว่า ถ้าถูกสัมผัสถูกโลมเล้า อารมณ์ก็จะเตลิดและเสียทีผู้ชายได้ง่าย

ไม่สนใจเรื่องเพศ ทั้งเพศเดียวกันและต่างเพศเป็นเพราะอะไร

อาจมีเรื่องอื่นที่น่าสนใจมากกว่ากระมัง เช่น บางคนสนใจการเรียน ก็ทุ่มเทเวลาและกำลังความคิดให้กับเรื่องเรียน บางคนสนใจกีฬา เวลาส่วนใหญ่จึงตกอยู่กับการซ้อมกีฬา บางคนมีงานอดิเรกที่ชอบ ก็ทุ่มเทกับสิ่งที่ตนเองชอบและสนใจ
ข้อสำคัญอยู่ที่ว่า คุณสนใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกันหรือเปล่า มีเพื่อนบ้างไหม ถ้าไม่มีเพื่อนเลยก็น่าเป็นห่วง
คนเราควรมีเพื่อนสนิทบ้าง และมีเพื่อนที่คบกันทั่ว ๆ ไปด้วย จะเป็นเพื่อผู้หญิง หรือเพื่อนผู้ชายก็ได้ หรือมีเพื่อนทั้งสองเพศก็ยิ่งดี เป็นการฝึกทักษะทางสังคมไปในตัว

ทำอย่างไรจะเลิกคิดเรื่องความต้องการทางเพศและหันมาสนใจเรื่องอื่น

สิ่งแรกคือ ตัดสิ่งเร้าที่กระตุ้นให้เกิดความต้องการทางเพศออกไปค่ะ เช่น หนังสือ ภาพถ่าย วีดีโอโป๊เปลือยต่าง ๆ การอยู่ใกล้ชิดเพศตรงข้าม การไปเที่ยวสถานบันเทิงยามราตรี การดื่มสุรา ใช้ยาเสพย์ติด
จากนั้นให้หาสิ่งอื่นทำเพื่อระบายความต้องการทางเพศ เช่น การเล่นกีฬา การออกกำลังกาย การมีงานอดิเรกที่จะทำให้ไม่อยู่ว่าง ทำความสะอาดบ้าน ตัดต้นไม้ คือ พยายามใช้แรงงานให้มาก จะได้ระบายพลังงานส่วนเกินออกไปค่ะ

การช่วยตัวเองเป็นอันตรายต่อร่างกายหรือเปล่า

ไม่เป็นอันตรายหรอกค่ะ เพียงแต่ถ้าทำบ่อย ๆ หรือหมกมุ่นเกินไปจะทำให้เราสนใจเรื่องอื่น ๆ น้อยลง สู้เอาเวลาไปออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬา หรือใช้หัวคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ จะเป็นการใช้พลังงานส่วนเกินที่วัยรุ่นมีอย่างเหลือเฟือได้อย่างดีค่ะ และจะช่วยให้ความรู้สึกอยากช่วยตัวเองลดลงด้วย
อย่างไรก็ตาม วัยรุ่นมากกว่าร้อยละ 90 จะปลดเปลื้องอารมณ์ด้วยการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง วิธีการทางธรรมชาตินี้จะช่วยชะลอความต้องการที่จะต้องรีบหาคู่ครองเพื่อประโยชน์ทางกามารมณ์ ส่วนใหญ่จะไม่มีผลเสียต่อร่างกายค่ะ มีประโยชน์เสียด้วยซ้ำ คือช่วยให้ผ่อนคลายจากความกดดันทางเพศ และไม่เสี่ยงกับการติดโรคทางเพศสัมพันธ์ด้วย แต่ก็อย่าถึงขนาดหมกมุ่นจนเกินไปแล้วกันค่ะ

ผู้ชายช่วยตัวเองทุกวันผิดไหม

ถ้าถามว่าผิดไหม คงจะตอบว่าไม่ผิดหรอกค่ะ เพราะเป็นพฤติกรรมส่วนตัวที่ไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้ใคร
แต่ถ้าถามว่าผิดปกติไหม ก็อยากจะบอกว่าการช่วยตัวเองเป็นเรื่องธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นเพราะถูกกระตุ้นจากฮอร์โมนเพศในร่างกายส่วนหนึ่ง และจากการกระตุ้นของสื่อต่าง ๆ เช่น หนังสือ ภาพวาบหวิว อะไรทำนองนี้ แต่ถ้าทำทุกวันก็ออกจะถี่เกินไปหน่อย จะทำให้ร่างกายอ่อนเพลียได้ และคงต้องสำรวจตัวเองว่า มีสาเหตุใดที่ทำให้ต้องช่วยตัวเองทุกวัน เป็นเพราะชอบดูสื่อที่กระตุ้นเร้าความรู้สึกทางเพศหรือเปล่า หรือมีความรู้สึกเหงา หรือไม่มีอะไรจะทำ
น่าจะลองเปลี่ยนกิจกรรมโดยการเล่นกีฬาให้มากขึ้น หรือวิ่งจ็อคกิ้งออกกำลังกายก็ได้ค่ะ รับรองว่าจะช่วยให้การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองลดลง

อวัยวะส่วนใดของผู้หญิงและผู้ชายมีความรู้สึกไวที่สุด

ก็คงจะไวแทบทุกส่วนแหละค่ะ เพราะพอแตะเข้าส่วนหนึ่ง ก็มักจะเลยไปยังอีกส่วนหนึ่ง แล้วก็มักจะหักห้ามใจไม่ได้ด้วยกันทั้งคู่
เขาถึงให้ผู้หญิงรักนวลสงวนตัวไงคะ คืออย่าให้ใครมาแตะเนื้อต้องตัวได้ง่าย ๆ ถึงจะรักใคร่เป็นแฟนกันก็เถอะ เพราะเมื่อลองได้แตะเข้าแล้ว ฝ่ายชายก็มักจะลามปามเลยเถิดไปเรื่อย ๆ ฝ่ายหญิงก็อาจจะเคลิบเคลิ้ม ห้ามตัวเองไม่ได้ เลยยอมเสียตัวให้เขาง่าย ๆ โดยไม่ตั้งใจ และฝ่ายที่เสียหายก็คือผู้หญิงนั่นเองค่ะ
เพราะผู้ชายเมื่อมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงแล้ว สังคมเพื่อนฝูงจะมองว่าผู้ชายเป็นฝ่ายได้ และมองผู้หญิงว่าเป็นฝ่ายเสีย เช่น "เสียตัว" "เสียสาว" เรียกว่าเป็นผู้หญิงแล้วเสียเปรียบวันยังค่ำ เราถึงต้องพยายามรักนวลสงวนตัวกันหน่อยไงคะ

ฝันเปียกเกิดขึ้นเมื่อใด และหมดเมื่ออายุกี่ปี

ฝันเปียกเกิดเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น เป็นสัญญาณบอกว่าร่างกายมีการเจริญเติบโตทางเพศ สามารถมีเพศสัมพันธ์เพื่อสืบพันธุ์มนุษย์ได้แล้ว ร่างกายจะผลิตน้ำอสุจิออกมา เมื่อล้านจากที่เก็บ ก็จะถูกระบายออกสู่ภายนอกร่างกาย เกิดเป็นฝันเปียกขึ้นมา
แต่การที่ฝันเปียกเกิดขึ้นเวลากลางคืน โดยที่เจ้าตัวควบคุมไม่ได้ วัยรุ่นชายจึงมักจะตกใจและวิตกกังวลว่าตัวเองจะผิดปกติ
ความจริงแล้วเป็นเรื่องธรรมชาติ ที่เกิดได้กับวัยรุ่นชายทุกคน และจะเลิกฝันเปียกไปเอง เมื่อสามารถควบคุมความรู้สึกทางเพศของตัวเองได้ รู้จักสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองเป็นครั้งคราวเพื่อระบายน้ำอสุจิออกไปบ้าง หรือเมื่อสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้จริง

อสุจิของผู้ชายมีวันหมดหรือไม่

อสุจิของผู้ชายจะมีการสร้างใหม่อยู่เรื่อย ๆ แม้อาจจะลดน้อยลงบ้างตามวัย แต่ก็นานค่ะกว่าจะหมด คงเคยได้ข่าวอยู่บ้างนะคะว่าผู้เฒ่าวัย 70 ยังทำให้ผู้หญิงท้องได้ นั่นก็แสดงว่าผู้เฒ่ายังมีอสุจิอยู่ค่ะ
แต่ในปัจจุบัน คนเราต้องสัมผัสสารพิษมากขึ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น รับประทานผัก ผลไม้ที่ล้างไม่สะอาด มียาฆ่าแมลงตกค้างอยู่ หรือรับประทานยาบางอย่าง อาจไปฆ่าเชื้ออสุจิ ทำให้หมดไปก่อนวัยอันควรได้เหมือนกันค่ะ
ก็คงต้องระมัดระวังรักษาสุขภาพกันหน่อยนะคะ ถ้าอยากมีอสุจิต่อไปนาน ๆ ค่ะ

วิธีใส่ถุงยางทำอย่างไร

เริ่มตั้งแต่ฉีกซองเลยนะคะ ต้องระวังอย่าให้เล็บไปสะกิดถุงยางเข้า ยุงถางอาจขาดเป็นรูรั่วได้
จากนั้นบีบปลายถุงยาง เพื่อไล่อากาศก่อน ถ้าปล่อยให้มีฟองอากาศที่ปลายถุงยาง จะทำให้ถุงแตกขณะร่วมเพศ
ควรสวมถุงยางในขณะที่อวัยวะเพศแข็งตัวแล้ว โดยใช้มือหนึ่งบีบปลายถุงยางไว้ในขณะที่อีกมือหนึ่งรูดถุงยางไปจนสุดโคนอวัยวะเพศ
เป็นอันเสร็จสิ้นวิธีใส่ถุงยางค่ะ
แต่ยังไม่อยากจบเพียงเท่านี้ ขอแนะนำวิธีถอดด้วยนะคะ คือเมื่อมีเพศสัมพันธ์เรียบร้อยแล้ว ให้รีบถอยอวัยวะเพศออกมาในขณะที่ยังแข็งตัวอยู่ จากนั้นใช้นิ้วมือสอดเข้าไปในถุงยางแล้วรูดออก ค่อย ๆ ทำระวังอย่าให้น้ำอสุจิเปรอเปื้อน แล้วนำไปทิ้งในที่มิดชิดต่อไปค่ะ

การนับวันเพื่อไม่ให้ผู้หญิงท้อง นับอย่างไร

นับ 7 วันก่อนและหลังมีประจำเดือนค่ะ
คือ ช่วงก่อนประจำเดือนจะมา 7 วัน และนับจากวันแรกที่มีประจำเดือนต่อไปอีก 7 วัน
การคุมกำเนิดโดยวิธีนับวันนี้ ผู้หญิงคนนั้นต้องเป็นคนที่ประจำเดือนมาตรงเวลาสม่ำเสมอด้วยนะคะ ไม่เช่นนั้น โอกาสที่จะผิดพลาดและตั้งท้องมีได้มากค่ะ และการยุ่งกันในช่วงมีประจำเดือน ก็ค่อนข้างจะเลอะเทอะ และฝ่ายหญิงคงไม่มีความสุขนักหรอก และยังอาจติดเชื้อได้ง่ายด้วยค่ะ
น่าจะใช้วิธีอื่นที่ได้ผลดีกว่า เช่น การที่ฝ่ายชายใช้ถุงยางอนามัย ฝ่ายหญิงกินยาเม็ดคุมกำเนิด เป็นต้น
และที่ดีที่สุด ถ้ายังเป็นวัยรุ่น ยังเรียนไม่จบ ก็อย่าเพิ่มยุ่งกันถึงขั้นมีเพศสัมพันธ์เลยค่ะ เพราะจะสร้างปัญหาตามมาอีกมากมายชนิดคาดไม่ถึงเลยค่ะ

คนเราจูบกันอย่างไร

จูบมีหลายแบบค่ะ เช่น จูบหน้าผาก จูบแก้ม จูบปาก จูบหลังมือ ฯลฯ
ถ้าเป็นแบบไทย ๆ ก็จะเป็นการหอมแก้ม เอาจมูกและปากไปแตะแก้มของอีกฝ่าย แค่นี้ก็ซาบซึ้งกันทั้งสองฝ่ายแล้ว และจูบแบบนี้ค่อนข้างสะอาดและปลอดภัยดีด้วยค่ะ
ส่วนจูบแบบฝรั่ง จะมีการเอาปากและลิ้นของทั้งสองฝ่ายสัมผัสกัน ถ้าแต่ละฝ่ายไม่รักษาความสะอาดให้ดี จะเป็นที่น่ารังเกียจของอีกฝ่าย ชวนให้เกิดอาการคลื่นเหียนอาเจียนได้ และโรคบางอย่างก็ติดต่อทางการจูบแบบนี้ได้ เช่น โรคเริม เป็นแล้วน่ารังเกียจ คือเป็นตุ่มน้ำใส ๆ ขึ้นบริเวณขอบปาก พอแตกออกจะแสบมาก
ถ้าจะจูบใคร หรือให้ใครจูบ ก็ควรดูให้ดีเสียก่อนนะคะ และต้องระมัดระวังด้วย เพราะจูบอาจทำให้เคลิบเคลิ้ม และเลยเถิดไปมีเพศสัมพันธ์กันโดยไม่ตั้งใจก็ได้ค่ะ คราวนี้แล้วเป็นเรื่องเชียวค่ะ

ผู้หญิงช่วยตัวเองหรือสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองอย่างไร

ก็คงคล้ายกับผู้ชายนั่นแหละค่ะ
คือ ใช้จินตนาการถึงชายในฝัน และกระตุ้นที่อวัยวะเพศด้วยมือหรือหมอนข้าง
บางคนอาจสอดใส่วัตถุบางอย่างเข้าไปในช่องคลอด ซึ่งค่อนข้างจะไม่ปลอดภัย เพราะอาจติดเชื้อถ้าวัตถุนั้นไม่สะอาด ทำให้มีอาการคันหรือมีตกขาวที่ผิดปกติ และอาจขีดข่วนช่องคลอดให้เป็นบาดแผลได้ด้วยค่ะ
การสำเร็จความใคร่เป็นเรื่องปกติธรรมดา เป็นไปตามธรราชาติ ช่วยระบายความกดดันทางเพศ เมื่อมีความรู้สึกทางเพศเกิดขึ้นแล้ว แต่ยังไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้
การสำเร็จความใคร่ดีกว่าการมีเพศสัมพันธ์ในบางกรณีด้วย เช่น ถ้ารักษาความสะอาดมือและอวัยวะของตัวเองดีแล้ว ก็ไม่มีทางติดเชื้อโรคได้เลย และก็ไม่ท้องด้วย ไม่เหมือนการมีเพศสัมพันธ์ ที่เราอาจไม่รู้เลยว่าคู่ของเราเป็นโรคอะไรบ้าง และบางทีการคุมกำเนิดก็อาจผิดพลาด ทำให้ท้องได้
แต่ก็ไม่ควรหมกมุ่นกับการสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองมากเกินไป แบ่งเวลาไปทำอะไรที่เป็นประโยชน์ด้วย เช่น เรียนหนังสือ ออกกำลังกาย ช่วยงานพ่อแม่ หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียน น่าจะดีกว่านะคะ

ถ้าทำให้ฝ่ายหญิงท้อง จะทำอย่างไรดี

ปัญหานี้รุนแรงไม่ใช่เล่น แต่อย่าเพิ่งกลุ้มใจมากเกินไป ยังพอมีทางแก้ไข เรามาช่วยกันคิดดีกว่าค่ะ
การแก้ปัญหาวิธีแรก ก็คือ กล้าทำต้องกล้ารับ เลือกผู้ใหญ่สักคนที่คิดว่าพอจะรับฟังเราได้ จะเป็นพ่อแม่ฝ่ายชาย พ่อแม่ฝ่ายหญิง ญาติสนิท หรือครูอาจารย์ก็ได้ ไปสารภาพกับท่านอย่างตรงไปตรงมา ท่านคงช่วยหาทางออกให้เอง แต่ก็คงจะต้องดุว่าติเตียนเราเป็นธรรมดา เราคงต้องยอมรับผิดและรับฟังโดยสงบ และต้องเข้าใจความรู้สึกของท่านด้วยว่า คงโกรธ เสียใจ และผิดหวังในตัวเราไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว
แต่ถ้าหาผู้ใหญ่ที่จะบอกไม่ได้ หรือบอกแล้วผู้ใหญ่ไม่ยอมรับ ขับไล่ไสส่งเรา คราวนี้ก็คงต้องรับผิดชอบกันเอง คงต้องให้ฝ่ายหญิงพักการเรียนชั่วคราว (ถ้ายังเรียนอยู่) ในช่วงที่ท้องโตจนคนอื่นสังเกตได้ รอให้คลอดก่อนแล้วค่อยกลับมาเรียนต่อ แต่คงไม่ได้เรียนอย่างสบาย ๆ อย่างแต่ก่อน คงต้องเรียนไปด้วย ทำงานหาเงินไปด้วยและเลี้ยงลูกไปด้วยค่ะ
ในช่วงนี้ ถ้าพ่อแม่สงสาร เห็นใจ ก็อาจยอมรับลูกของเราไปเลี้ยงให้ก็ได้
อยากย้ำว่า ลูกผู้ชายทำอะไรแล้วต้องรับผิดชอบ การทำให้ผู้หญิงท้องแล้วให้ไปทำแท้งนั้น ดูจะง่ายเกินไป ไม่สมกับที่ผู้หญิงเขารักและมอบกายมอบใจให้เลยนะคะ
ผู้หญิงเองในเมื่อเรายอมเสียตัวให้เขา ก็น่าจะยอมรับเลือดเนื้อเชื้อไขที่ก่อขึ้นร่วมกันด้วย ถ้าผู้ชายให้เราไปทำแท้ง แสดงว่าเขาไม่ได้รักเราเลย และแม้แต่ลูกของเขาเองเขาไม่รัก อย่ายอมง่าย ๆ นะคะ เพราะการทำแท้งนั้นเจ็บปวดทรมานทั้งกายและใจ และเสี่ยงต่อชีวิตด้วย นอกจากนี้อย่าคิดว่าทำแท้งครั้งเดียวจะหมดปัญหานะคะ เพราะหลายรายทำแล้วต้องทำซ้ำอีกเพราะเริ่มย่ามใจและคุ้นเคย เมื่อถึงขั้นนี้จิตใจก็คงชอกช้ำและด้านชาอย่างบอกไม่ถูกแล้วละค่ะ
และคนที่ชอกช้ำกว่า ก็คงหนีไม่พ้นพ่อแม่เราเอง
เพราะฉะนั้น ก่อนจะทำอะไร คิดให้ถี่ถ้วนก่อนนะคะ รักกันจริงก็ยิ่งต้องหักห้ามใจ ผู้ชายต้องให้เกียรติผู้หญิงที่เรารักด้วย จึงจะเรียกว่าลูกผู้ชายค่ะ

การเก็บกดอารมณ์เพศมากเกินไปมีผลดีผลเสียอย่างไร

การเก็บกดอารมณ์เพศมากเกินไปมีผลดี ผลเสียอย่างไร
อะไรที่มันมากไป หรือน้อยไป ก็คงไม่ดีทั้งนั้น เอาแบบปานกลางจะดีกว่าค่ะ
การเก็บกดอารมณ์เพศมากเกินไป โดยไม่รู้จักระบายออกอย่างถูกต้องเสียบ้าง จะทำให้รู้สึกอึดอัด คับข้องใจ มีอารมณ์หงุดหงิด ฉุนเฉียว โมโหง่าย พาลทะเลาะกับคนใกล้ชิด ทำให้ชีวิตไม่มีความสุข
จึงควรระบายอารมณ์ทางเพศออกไปบ้างเป็นครั้งคราว เช่น สำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองบ้าง เล่นกีฬา ออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมอื่นที่ได้ใช้แรงงานบ้าง จะเป็นการซักผ้า ถูบ้าน ขัดห้องน้ำ ล้างรถ หรือปลูกต้นไม้ รดน้ำพรวนดินก็ได้ค่ะ

ส่วนการเก็บกดอารมณ์เพศน้อยเกินไป ย่อมไม่ดีแน่ เช่น สำเร็จความใคร่ตัวเองบ่อย ๆ ก็จะทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย สมองไม่แจ่มใส เรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง เป็นต้น หรือยิ่งไปเที่ยวเตร่ระบายอารมณ์กับหญิงบริการ ก็จะยิ่งมีแต่ผลเสีย คือนอกจากจะสิ้นเปลืองเงินทองแล้ว อาจติดโรคร้ายมาได้ง่าย ๆ ด้วยค่ะ จะหาว่าไม่เตือน

วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ถ้ามีเพศสัมพันธ์จะมีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างไร

การมีเพศสัมพันธ์เมื่อถึงวัยอันควร และทั้งคู่มีสุขภาพแข็งแรง รู้เรื่องเพศศึกษาอย่างถูกต้อง ก็จะไม่มีผลเสียอะไร แต่จะทำให้มีความสุข ผ่อนคลาย ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่ดีออกมา ช่วยเสริมสร้างสุขภาพด้วยซ้ำไป

แต่ถ้าทั้งคู่ยังอยู่ในวัยรุ่น ยังไม่สามารถรับผิดชอบหาเลี้ยงตัวเองได้ ขาดความรู้เรื่องเพศศึกษาที่ถูกต้อง และขาดความระมัดระวังในการมีเพศสัมพันธ์ จะทำให้มีผลเสียต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตเป็นอย่างมาก

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าไม่มีความรู้เรื่องการคุมกำเนิด อาจทำให้ฝ่ายหญิงท้องหรือทำให้ติดโรคทางเพศสัมพันธ์ เช่น กามโรค โรคเอดส์ จากอีกฝ่ายหนึ่งได้ หรือเมื่อยังหาเลี้ยงตัวเองไม่ได้ แล้วเกิดท้องขึ้นมา ก็จะรับผิดชอบไม่ไหว นำไปสู่การทำแท้ง ซึ่งทำให้ฝ่ายหญิงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ผลเสียทางสุขภาพจิตคือ ถ้าแอบมีเพศสัมพันธ์กัน ก็จะมีความรู้สึกผิดติดตัว มีความวิตกกังวลสูง กลัวพ่อแม่และครูอาจารย์จะจับได้ ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ หวาดระแวงว่าใครจะรู้ความลับ โดยเฉพาะผู้หญิงจะกังวลเรื่องการตั้งครรภ์ และถ้าต่อไปเกิดพบคนที่ถูกใจและเหมาะสม ก็อาจกลัวว่าแฟนเก่าจะเอาความลับมาเปิดเผย ทำให้เสียสุขภาพจิตมาก ๆ ค่ะ
ดังนั้น ก่อนมีเพศสัมพันธ์ จึงควรยั้งคิดให้มาก ๆ เพราะการสนุกเพียงชั่วคราว อาจก่อนทุกข์อย่างมหันต์ในภายหลังก็ได้ค่ะ

การมีความรู้สึกทางเพศ มีทุกคนหรือเปล่า

โดยทั่วไป คนเราทุกคนเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ เพื่อให้มีความพร้อมทางเพศสำหรับการสืบพันธุ์มนุษย์ต่อไป เมื่อร่างกายพร้อมแล้ว ความรู้สึกทางเพศ จึงเกิดขึ้นตามมาด้วยเป็นธรรมดา
แต่มนุษย์เราแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ตรงที่มีความยับยั้งชั่งใจในเรื่องเพศ สามารถควบคุมความรู้สึกและความต้องการทางเพศของตนได้ (ยกเว้นคนที่มีความผิดปกติบางคนเท่านั้น) จึงไม่จำเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์ทุกครั้งเมื่อมีความรู้สึกทางเพศ
ถ้ารู้สึกว่ามีความรู้สึกทางเพศมาก ให้ระบายออกด้วยการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง แต่ก็ไม่ควรทำบ่อยนัก ควรหาทางระบายออกด้วยวิธีอื่น ๆ ด้วย เช่น เล่นกีฬา ออกกำลังกายให้ได้เหงื่อ ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน เป็นต้น
ในวัยรุ่น ความรู้สึกทางเพศมีได้เป็นธรรมดา และไม่ควรไปกระตุ้นด้วยการดูหนังโป๊หรืออ่านหนังสือโป๊นะคะ เพราะจะยิ่งไปกันใหญ่ค่ะ