วันจันทร์, ตุลาคม 27, 2008

ประวัติสมาคมฯ



ประวัติสมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

สมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (Mental Health Association of Thailand Royal Patronage) ใช้ชื่อย่อว่า สสจท. ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2503 ซึ่งตรงกับ "วันสุขภาพจิตโลก" โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะส่งเสริมสุขภาพจิตของประชาชน ด้วยการเผยแพร่ความรู้และวิธีป้องกัน เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิต ในขณะเดียวกันก็ได้จัดตั้งศูนย์บริการทางสุขภาพจิต แก่ประชาชนที่มีปัญหาและต้องการคำปรึกษาขึ้นด้วย

คณะผู้ก่อตั้งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒในสาขาต่าง ๆ อาทิ นักการศึกษา นักจิตวิทยา จิตแพทย์ แพทย์ พยาบาล ครู นักสังคมสงเคราะห์ โดยมีนายแพทย์ฝน แสงสิงแก้ว เป็นผู้ริเริ่ม คุณหญิงอัมพร มีศุข เป็นผู้ก่อการและดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502 เป็นต้นมา และปัจจุบันท่านก็ยังคงดำรงตำแหน่งนายกกิตติมศักดิ์
สมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้เข้าร่วมเป็นภาคีสหพันธ์สุขภาพจิตโลก (World Federation for Mental Health) เมื่อเดือนสิงหาคม 2504 และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ รับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2507

สมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นองค์กรเอกชน องค์กรแรกที่ได้รับเกียรติให้จัดการประชุมระดับโลกขึ้นในประเทศไทย โดยได้รับความอนุเคราะห์ด้านงบประมาณจากรัฐบาล กล่าวคือ ในปี พ.ศ. 2508 สมาคมฯ ได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุม "สหพันธ์สุขภาพจิตโลก" ในหัวข้อ "Family Life and Value System" ขึ้น ณ ศาลาสันติธรรม (ปัจจุบันคือสำนักงานองค์การสหประชาชาติ) มีผู้เข้าร่วมประชุมจาก 60 ประเทศ ทั่วโลกประมาณสองร้อยกว่าคน

ในการจัดครั้งนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สมาคมฯ จัดงานอุทยานสโมสรขึ้นภายในบริเวณพระที่นั่งอัมพรสถาน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทโดยทั่วกัน พระราชจริยวัตร และพระราชดำรัสของพระองค์ท่านในครั้งนั้น เป็นปลาบปลื้มของชาวไทยและชาวต่างประเทศที่เข้าร่วมประชุมเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้เสด็จฯ มาร่วมงานที่สมาคมฯ ได้จัดขึ้นอีกหลายครั้ง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อสมาคมฯ อย่างหาที่สุดมิได้

ในปี พ.ศ. 2509 คุณหญิงอัมพร มีศุข ในฐานะผู้แทนสมาคมฯ ได้รับเลือกตั้งจาก สหพันธ์สุขภาพจิตโลก ให้เป็นประธานของภูมิภาคเอเชียนแปซิฟิก (Asia-Pacific Regional President) และได้ดำรงตำแหน่งนี้เป็นเวลาถึง 11 ปี นับเป็นเกียรติประวัติและนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติอย่างมาก

สำนักงานเริ่มแรกตั้งอยู่ที่ "คลีนิคสุขภาพจิต" โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา และได้ย้ายสำนักงานชั่วคราวมาอยู่ที่โรงพยาบาลสงฆ์ และตึกวิทยาศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

ในปี พ.ศ. 2515 สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลได้จัดสรรเงินสาธารณกุศลให้เป็นค่าก่อสร้างอาคารที่ทำการสมาคมฯ จำนวน 1,720,000 บาท (หนึ่งล้านเจ็ดแสนสองหมื่นบาทถ้วน) ในที่ดินของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จำนวน 100.37 ตารางวา ตั้งอยู่ริมถนนศรีอยุธยา ตำบลทุ่งพญาไท กรุงเทพมหานคร ได้วางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2515 โดย ฯพณฯ จอมพลถนอม กิตติขจร อาคารสมาคมฯ นี้ได้รับความกรุณาจากสถาปนิก คำรบลักข์ สุรัสวดี โดยมิได้คิดค่าออกแบบแต่ประการใด เริ่มใช้เป็นที่ทำการสมาคมฯ ในเดือนพฤษภาคม 2516 จนถึงปัจจุบัน คือ เลขที่ 356/10 ถนนศรีอยุธยา เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400

ในปี พ.ศ. 2544 ในสมัยที่นางปรีดา จันทรุเบกษา เป็นนายกสมาคมฯ เล็งเห็นว่าอาคารสำนักงานของสมาคมฯ ได้ชำรุดทรุดโทรมตามสภาพการใช้งาน ควรได้รับการซ่อมแซม ปรับปรุงในบางจุด ตามความจำเป็น เนื่องจากมีงบประมาณจำกัด จึงได้ขอความอนุเคราะห์จากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ขอรับการสนับสนุนเงินบริจาคสาธารณประโยชน์ เพื่อสมทบกับเงินของสมาคมฯ ในการซ่อมแซมและบูรณะอาคาร ได้รับเงินสนับสนุน จำนวน 274,663 บาท (สองแสนเจ็ดหมื่นสี่พันหกต้อยหกสิบสามบาทถ้วน) สมทบกับเงินของสมาคมฯ จำนวน 119,750 บาท (หนึ่งแสนหนึ่งหมื่นเก้าพันเจ็ดร้อยห้าสิบบาทถ้วน) และได้เริ่มงานปรับปรุงตั้งแต่เดือนเมษายน 2544 แล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2544

สภาพอาคารโดยทั่วไปมีความมั่นคงแข็งแรง และนำสมัยเมื่อได้รับการซ่อมแซม และสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า แม้เวลาจะล่วงเลยมาถึง 30 ปี แล้วก็ตาม คณะกรรมการส่วนใหญ่มีความคุ้นเคย รักสถานที่ นอกจากจะเป็นที่ทำงาน ที่ประชุมสัมมนาจัดกิจกรรมต่าง ๆ แล้ว ยังเปิดโอกาสให้หน่วยงานอื่น ๆ มาขอใช้สถานที่เพื่อจัดทำกิจกรรมที่เป็นคุณประโยชน์ต่อสังคมเป็นบางโอกาสอีกด้วย

แผนผังสมาคมฯ

แผนผังการบริหารงานสมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ มีนาคม 2545 - มีนาคม 2547




รายนามคณะกรรมการสมาคมฯ

คณะกรรมการอำนวยการ สมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประจำปี 2545 - 2547
1 นางปรีดา จันทรุเบกษา นายกสมาคมฯ
2 แพทย์หญิงทิพยประภา ณ สงขลา อุปนายกสมาคมฯ 1
3 นายแพทย์ธนู ชาติธนานนท์ อุปนายกสมาคมฯ 2
4 นายสุชาติ ไชยมะโน ประธานกองทุนฯ
5 นางเรือนแก้ว กุยยกานนท์ ประธานฝ่ายวิเทศสัมพันธ์
6 ผศ.ดร.สุรัตน์ เมธีกุล ประธานฝ่ายเผยแพร่ความรู้
7 นางสุมนมาศ วุฒิสง่าธรรม ประธานฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพจิตสตรี, เด็กและเยาวชน
8 นางจงพิศ กันหลง ประธานฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพจิต ผู้สูงอายุและผู้ด้อยโอกาส
9 นางสุมาลี รัตนปราการ ประธานฝ่ายส่งเสริมสุขภาพจิตครอบครัว
10 ผศ.กัญญา ธัญมันตา ประธานฝ่ายบริการสุขภาพจิต
11 นายปราโมทย์ สัชฌุกร ประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์
12 นางวิมลรัตน์ กำเนิดพลอย ประธานฝ่ายหาทุน
13 ดร.สุนีย์ ชัยนาม ประธานฝ่ายโครงการรัชดาภิเษกและกิจกรรมพิเศษ
14 นายชูชาติ บุตรสกุลการ รองประธานฝ่ายโครงการรัชดาภิเษกและกิจกรรมพิเศษ
15 นายธานี แม้นญาติ รองประธานฝ่ายวิเทศสัมพันธ์
16 นางปาริตตา บุตรไชย รองประธานฝ่ายหาทุน
17 นางสาวจุฬาลักษณ์ รุ่งวิริยะพงษ์ รองประธานฝ่ายบริการสุขภาพจิต
18 นายวิสิษฐ กิติผดุง นายทะเบียนและสมาชิกสัมพันธ์
19 นางสาววิภา สมโภชพฤฒิกุล บรรณารักษ์
20 นางไพรมณี จันทน์มาลา ปฏิคม
21 นางศรีวิไล เจริญวงศ์ เหรัญญิก
22 นางนงลักษณ์ สาตรา เลขาธิการ
23 รศ.ดร.พักตร์พิมล มหรรณพ รองเลขาธิการ

สื่อมวลชนกับปัญหาการฆ่าตัวตาย




โดย ดร.สุรัตน์ เมธีกุล


"สื่อมวลชน มีอิทธิพลต่อการฆ่าตัวตายของประชาชนมากน้อยเพียงใดและถ้ามี มีได้อย่างไร เพราะเหตุใด"
ประเด็นที่กล่าวข้างต้น คือเรื่องที่ผมได้รับมอบหมายให้ช่วยออกความเห็น ในฐานะของนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ต่อประเด็นเรื่องอิทธิพลและผลของสื่อสารมวลชนที่มีผลกระทบต่อปัญหาการฆ่าตัวตายของประชาชน


สื่อมวลชนมีอิทธิพลในขอบเขตจำกัดหรือไม่
สื่อมวลชนมีอิทธิพลต่อความคิดและทัศนคติจริงหรือ ถ้าสื่อมวลชนมีอิทธิพลทุกด้านอย่างสิ้นเชิง ประชาชนจะตกอยู่ในฐานะเช่นใด และอะไรคือคำอธิบายในเรื่องนี้ มีนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนตั้งข้อสังเกตว่า สื่อมวลชนถึงแม้จะมีหลายประเภทและจำนวนมากก็ตาม เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง และโทรทัศน์ แต่ก็รายงานเหตุการณ์ค่อนข้างเหมือน ๆ กัน ในช่วงเดียวกัน ดังนั้นถ้าสื่อมวลชนมีอิทธิพลอย่างที่อ้างถึงประชาชนคงจะมีความเห็นไปในทางเดียวกันในปัญหาของชาติหรือของโลก แต่ในข้อเท็จจริงยังปรากฎว่ามีสื่ออื่น ๆ และสถาบันทางสังคม เช่น ผู้นำทางความคิดเห็น กลุ่มเพื่อน ครอบครัว สถาบันการศึกษา สถาบันการเมือง ต่างก็มีอิทธิพลต่อความคิด ทัศนคติและพฤติกรรมของบุคคลอย่างมากด้วย (สุรัตน์ เมธีกุล, 2545 : 85-6)
Hiebert (1982 : 54) ได้กล่าวถึงผลของการสื่อสาร (Effects of Communication) ว่าผลของการสื่อสารนั้นอาจจะมีกว้างขวางและหลากหลาย เกิดขึ้นได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว อาจเป็นผลที่เกิดขึ้นอย่างชัดแจ้งหรือแอบแฝง อาจจะมีผลอย่างรุนแรงหรือเบาบาง อาจจะเกิดขึ้นจากเนื้อหาของการสื่อสารที่มีอยู่หลากหลาย อาจจะเป็นผลกระทบในเชิงจิตวิทยาหรือการเมืองหรือเศรษฐกิจหรือสังคมวิทยา และอาจจะส่งผลต่อความคิด ค่านิยม ทักษะ ความชำนาญ รสนิยม และพฤติกรรมที่แสดงออกมา
ตามความคิดของ Harold D. Lasswell การสื่อสารที่เกิดขึ้นย่อมมีผลตามมาเสมอ ผลนั้นครอบคลุมถึงความหมายใน 3 ลักษณะคือ (1) การเปลี่ยนแปลงหรือข้อแตกต่างที่เกิดขึ้น (2) มุ่งให้เกิดอิทธิพลต่อผู้รับสาร และ (3) สัมฤทธิ์ผลในการสื่อสารทั้งทางด้านทัศนคติ ค่านิยม พฤติกรรมและอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นตามมา

สื่อมวลชนกับปัญหาการฆ่าตัวตาย
ปัญหาการฆ่าตัวตาย นักวิชาการหลายท่าน เคยกล่าวย้ำถึงการฆ่าตัวตายไว้ว่าไม่มีคนฆ่าตัวตายคนไหน ฆ่าตัวตาย เพราะเหตุใดเหตุหนึ่ง เพียงเหตุเดียว แต่จะเป็นเรื่องหลาย ๆ ด้าน รุมทับซ้อน และกดดันคน ๆ นั้น จนอยู่ในสภาวะทางจิตใจที่สับสน และรู้สึกทรมานที่จะมีชีวิตอยู่ ดังนั้น จะสรุปว่าคนฆ่าตัวตายเพราะสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง เช่น อกหัก น้อยใจ สอบตก ฯลฯ คงจะไม่ใช่ รวมทั้งสื่อมวลชนก็คงไม่เป็นสาเหตุอย่างเดียวของการฆ่าตัวตายหรือการพยายามฆ่าตัวตายแน่ ๆ
อิทธิพลของสื่อสารมวลชนมีมากต่อปัญหาการเลียนแบบการฆ่าตัวตายใช่หรือไม่? เช่น เมื่อหลายปีก่อน นักร้องซุปเปอร์สตาร์ของญี่ปุ่นกระโดดตึกตาย เป็นข่าวใหญ่โต หลังจากนั้นมีวัยรุ่นกระโดดตึกฆ่าตัวตายตามอย่างและมีบางกรณีผูกข้อมือติดกันแล้วกระโดดฆ่าตัวตายพร้อม ๆ กัน กลายเป็นข่าวครึกโครมยาวนานติดต่อกันเมื่อหลายปีที่ญี่ปุ่น (กรมสุขภาพจิต : 2541 : 7) ในประเทศไทยเองในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบันกรณีฆ่าตัวตายที่ถูกรายงานทางสื่อมวลชนโดยเฉพาะทางหนังสือพิมพ์ค่อนข้างมากติดต่อกัน เช่นมีการยิงตัวตายหนีปัญหาหนี้สิน หลังจากนั้นก็จะมีวิธีการฆ่าตัวตายหนีปัญหาหนี้สินในรายอื่น ๆ ตามมา หรือกรณีที่วัยรุ่นสอบตกหรือผลการเรียนตกต่ำ ก็ใช้วิธีการหนีปัญหาเหมือน ๆ กัน ด้วยการกระโดดตึกฆ่าตัวตาย ซึ่งดูเหมือนสื่อมวลชนไทยก็สนใจเรื่องการฆ่าตัวตายเหล่านี้มาก เช่นหนังสือพิมพ์มักจะเสนอข่าวในหน้าหนึ่ง และเสนอรายละเอียดของข่าวค่อนข้างมาก เช่นรายละเอียดของปัญหาที่เกิดขึ้น จนกระทั่งวิธีการฆ่าตัวตายซึ่งเสมือนเป็นตัวอย่างของ วิธีการแก้ปัญหาของคนที่เกิดความคับข้องทางจิตใจ เมื่อไม่สามารถแก้ปัญหาของตนเองได้ ก็ใช้วิธีฆ่าตัวตาย ดังนั้นสื่อมวลชนจึงถูกมองว่ามีการเสนอข่าวครึกโครมลักษณะเชิงกระตุ้นเร้าอารมณ์ (Sensational news) มากเกินไป กรณีข่าวการฆ่าตัวตาย จะมีส่วนให้เกิดการกระทำตามกันคือการเลียนแบบเกิดขึ้น เพราะในช่วงที่คนมีปัญหามักจะมีความสับสนในด้านจิตใจและอารมณ์ ซึ่งสภาพจิตใจที่เปราะบาง อาจจะทำให้เกิดความคิดชั่ววูบ ตัดสินใจฆ่าตัวตายเพื่อหนีปัญหา
การพยายามฆ่าตัวตาย ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดการสูญสิ้นชีวิตหรือผลร้ายต่อตนเอง แต่ยังเป็นการส่งผลกระทบถึงปัจจัยด้านอื่น ๆ อีก เช่น ผลกระทบต่อภาวะจิตใจ เศรษฐกิจและสังคม ของครอบครัวและญาตมิตรของบุคคลนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบุคคลนั้นไม่ตายและได้รับบาดเจ็บหรือพิการจากการกระทำของตนเอง ก็จะกลายเป็นภาระของครอบครัวและสังคมต่อไปอีก
ความหมายของการฆ่าตัวตายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ.2525 คำว่า "อัตวินิบาตกรรม" หมายถึงการฆ่าตัวตาย ซึ่งเป็นการกระทำด้วยวิธีใดก็ตาม จนเป็นเหตุให้สิ้นชีวิตหรือถึงแก่ความตายด้วยตนเอง การฆ่าตัวตาย อาจจะเป็นกรณีพยายามฆ่าตัวตาย (ทำหลายครั้ง) แต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากมีความคิดชั่ววูบที่อยากตายในช่วงชีวิตที่ประสบปัญหาเกิดความเครียดและสับสนในด้านจิตใจ หรือผู้ฆ่าตัวตาย ทำขึ้นเพื่อต่อรองเรียกร้องบางสิ่งบางอย่างใช้วิธีการที่ไม่เป็นอันตรายรุนแรง จะทำในเวลาและสถานที่ที่เห็นว่ามีคนอื่นสามารถช่วยเหลือได้ และกรณีที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด ก็คือคนที่พยายามฆ่าตัวตาย เพราะบุคคลผู้นั้น มีความต้องการตายจริง ๆ
จากการศึกษาโดยการวิจัยเรื่อง "ผ่านาทีวิกฤติ : วิเคราะห์มุมมองชาย-หญิง ผู้ผ่านการฆ่าตัวตาย" (มาโนช หล่อตระกูล และคณะ : 2543) พบว่า ผู้พยายามฆ่าตัวตายเพศชายมีอายุ 17 -40 ปี เพศหญิงอายุ 17 - 27 ปี ส่วนใหญ่ที่ศึกษา (มารับการรักษาที่โรงพยาบาลศูนย์เชียงรายประชานุเคราะห์) เป็นชาวชนบท การศึกษาระดับประถมและมัธยมต้น มีสถานภาพสมรสและเป็นโสดและแต่งงานแล้วพอ ๆ กัน ปัญหากดดัน ของเพศหญิง ส่วนใหญ่มาจากคู่รักหรือสามีไปมีหญิงอื่น ทำให้ตนเองรู้สึกไม่มั่นคงในขณะที่เพศชายจะมีปัญหาทะเลาะกับญาติใกล้ชิดหรือคู่ครอง ในผู้ที่แต่งงานแล้วครอบครัวเดิมยังมีบทบาทอยู่สูง ซึ่งในหลายรายพบว่าเป็นปัจจัยกดดัน เพศหญิงมักไม่มีคนสนิท หรือคนที่พอให้คำแนะนำได้ ส่วนเพศชายมักไม่พบปรึกษาใคร และมีการปรับตัวต่อปัญหาในทางลบ
ในหลักการของการสื่อสารนั้น มนุษย์ทำการสื่อสารและเปิดรับข่าวสารนั้นก็เพื่อประโยชน์ คลายความเหงา ต้องการเพื่อน ต้องการความบันเทิง หนีจากสภาพปัญหาต่าง ๆ นอกจากนี้อาจจะตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นตามความต้องการของตน ได้รับรู้ข่าวสารเพื่อประโยชน์ในด้านต่าง ๆ สร้างความพึงพอใจต่อตนเองและอาจมีผลต่อการปรับความรู้ ความคิด และพฤติกรรมได้ ดังนั้นเมื่อพิจารณาผลการวิจัยข้างต้นในปัญหาด้านการสื่อสารแล้วจะพบว่าทั้งชายและหญิงส่วนใหญ่ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นไม่มีการปรึกษากับผู้ใดซึ่งอาจจะมีส่วนช่วยเหลือหรือแนะนำแก้ปัญหาให้ได้ คำถามที่เกิดขึ้นขณะนี้ก็คือ ถ้าผู้คิดฆ่าตัวตายดังกล่าวมีโอกาสได้ปรึกษาหรือได้รับคำแนะนำจากบุคคลอื่น ๆ ซึ่งทำการสื่อสารกันโดยตรงหรือผ่านกระบวนการทางด้านสื่อสารมวลชน เขาจะคิดฆ่าตัวตายไหม? ซึ่งในงานวิจัยดังกล่าวไม่มีคำถามในส่วนนี้
สำหรับอีกคำถามหนึ่งที่น่าสนใจถามผู้คิดฆ่าตัวตายหรือพยายามฆ่าตัวตายก็คือ การเสนอข่าวของสื่อมวลชนเรื่องการฆ่าตัวตายอย่างครึกโครม มีผลอย่างไรบ้างสำหรับการตัดสินใจฆ่าตัวตายของเขา?
ในรายงานการสัมมนาโดยกรมสุขภาพจิต (อ้างแล้ว : 2541 9-10) กล่าวว่า ในปัญหาเรื่องที่มองว่าสื่อมวลชนเสนอข่าวการฆ่าตัวตายอย่างครึกโครมเป็นสาเหตุให้เกิดการฆ่าตัวตายมากขึ้นนั้น เป็นกรณีปัญหาเกิดขึ้นในประเทศออสเตรียเช่นกัน เช่นการฆ่าตัวตายโดยโดดให้รถไฟใต้ดินชน ซึ่งสื่อมวลชนในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในการเสนอข่าวจนทำให้สื่อมวลชนเองได้ร่วมมือกันกำหนดแนวทาง ลดความหวือหวาในการเสนอข่าวฆ่าตัวตายให้น้อยลง ผลปรากฎดังนี้ ในปี 1986-87 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเสนอข่าวครึกโครมเรื่องการฆ่าตัวตายโดยโดดให้รถไฟใต้ดินชนมีคนฆ่าตัวตายสูงถึง 22 ราย และหลังจากสื่อมวลชนงดการเสนอเรื่องการฆ่าตัวตายด้วยวิธีดังกล่าวในปี 1988 ผลก็คือจำนวนผู้ที่คิดฆ่าตัวตายโดยรถไฟใต้ดินลดลงอย่างชัดเจน คือมี 4 รายในปี 1989 และเหลือ 3 รายในปี 1990 รวมทั้งจำนวนผู้ที่พยายามฆ่าตัวตายโดยวิธีเดียวกันนี้ก็ลดลงด้วย

แนวทางในการทำงานของสื่อมวลชน
ปัญหาเรื่องฆ่าตัวตายเป็นปัญหาทางสังคมมากกว่าเป็นปัญหาทางการแพทย์แต่เพียงอย่างเดียว แม้ว่าการจัดบริการให้ความช่วยเหลือผู้อยู่ในภาวะวิกฤตของชีวิต และการให้การรักษาทางจิตเวชอย่างถูกต้องจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่มาตรการป้องกันการฆ่าตัวตายคงจะต้องอาศัยความร่วมมือในการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ และสื่อมวลชน โดยเฉพาะสื่อมวลชนซึ่งมีอิทธิพลและบทบาทมากในสังคมขณะนี้ ควรมีบทบาทและความรับผิดชอบเรื่องปัญหาการฆ่าตัวตายอย่างมากด้วย
การทำหน้าที่ด้านรายงานข่าว การเสนอความคิดเห็น รวมทั้งการให้ความรู้และคำปรึกษาของสื่อมวลชน น่าจะมีแนวทางในเรื่องต่อไปนี้ (ทัศนะของผู้เชี่ยวชาญฝ่ายต่าง ๆ ที่ผู้เขียนสรุปและประมวลมา)



  1. การเสนอข่าวฆ่าตัวตาย ควรระมัดระวังการใช้คำพูด และเนื้อหาที่เป็นการยุยงส่งเสริม หรือเกิดการตีความผิด ๆ ว่าเป็นทางออกของปัญหา

  2. สื่อมวลชนควรหลีกเลี่ยงการอธิบายโดยละเอียดถึงวิธีการและขั้นตอนการฆ่าตัวตาย เพราะจากสถิติของคนอเมริกัน 1 ใน 6 คน มีความคิดฆ่าตัวตายอยู่แล้ว แต่ไม่รู้จะฆ่าตัวตายอย่างไร และมักจะทำสำเร็จเมื่ออ่านจากข่าว (กรมสุขภาพจิต , 2541 : 43)

  3. ส่งเสริมให้มีการจัดรายการตอบปัญหาทางสุขภาพจิตทางสถานีวิทยุและ โทรทัศน์สำหรับประชาชน หรือการตอบปัญหาทางหนังสือพิมพ์ รวมทั้งการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งในปัญหาของบุคคลและครอบครัว เช่น ความสัมพันธ์ของบุคคลในครอบครัว ปัญหาด้านความรัก ความผิดหวังด้านการเรียน ปัญหาเศรษฐกิจ เป็นหนี้สิน เป็นต้น

  4. บทบาทของสื่อมวลชนที่ควรให้ความรู้ความเข้าใจ ลบความเชื่อ ความเข้าใจผิด ๆ ในเรื่องฆ่าตัวตาย รวมทั้งวิธีการที่จะช่วยให้บุคคลใกล้ชิด เช่น เพื่อน บุคคลในครอบครัว และเพื่อนร่วมงาน ช่วยดูแล ป้องกันปัญหาบุคคลใกล้ชิดที่คิดจะฆ่าตัวตาย

  5. ฯลฯ
    ข้อเสนอส่งท้าย
    อาจกล่าวได้ว่าในขณะนี้การศึกษาวิจัยในเรื่องของสื่อมวลชนที่มีต่อปัญหาการฆ่าตัวตายของประชาชน ยังไม่สามารถกล่าวสรุปอย่างชัดเจนโดยไม่มีข้อขัดแย้งเสียทีเดียว ทั้งในแง่ศึกษาจากผลกระทบซึ่งเกิดขึ้นจากอิทธิพลของสื่อมวลชน ที่มีต่อการฆ่าตัวตายของประชาชน หรือศึกษาอีกด้านหนึ่งคือการใช้ประโยชน์และความพึงพอใจของประชาชนในการใช้สื่อมวลชน อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นค่อนข้างตรงกันว่า สื่อมวลชนมีผลกระทบแน่ ๆ ต่อบุคคลซึ่งกำลังตกอยู่ในสภาพที่มีปัญหา มีความเครียดและสับสนทางอารมณ์ โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลที่เป็นวัยรุ่นซึ่งจิตใจเปราะบางและขาดประสบการณ์ในการตัดสินใจ
    สื่อมวลชนควรมีบทบาทอย่างไรต่อปัญหาฆ่าตัวตาย คงจะพูดกันได้มากมาย ทั้งในด้านการเสนอข่าว การเขียนข่าว การเสนอความคิดเห็น การให้ความรู้และการตอบปัญหาเรื่องการฆ่าตัวตาย เนื่องจากการฆ่าตัวตายเป็นปัญหาของสังคมที่นับวันปัญหาทวีความรุนแรงมากขึ้น และถ้าดูที่ต้นเหตุของปัญหาของการฆ่าตัวตายที่เกิดขึ้น ก็จะเห็นว่ามีหลายหน่วยงานที่มีบทบาทเกี่ยวข้องไม่ทางตรงก็เป็นทางอ้อม เช่น กรมสุขภาพจิต สมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทยฯ สถาบันการศึกษาและหน่วยงานด้านสถาบันครอบครัว ทั้งของรัฐและเอกชน แม้กระทั่งสถาบันทางศาสนา
    ดังนั้นการมีนโยบายและแผนการทำงานประสานกันระหว่างสถาบันต่าง ๆ เหล่านี้ กับสื่อมวลชน ในปัญหาการฆ่าตัวตาย น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาเรื่องการฆ่าตัวตายในภาพรวม แม้กระทั่งระดับของประเทศ โดยเฉพาะสื่อมวลชนก็จะได้มีข้อมูลและแนวทางการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข่าวหรือรูปแบบเนื้อหาด้านความรู้ หรือแนวทางการป้องกันปัญหาการฆ่าตัวตาย นอกจากนี้ถ้าหากมีกิจกรรมร่วมกัน ระหว่างสื่อมวลชนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านการประชุม สัมมนา แลกเปลี่ยนประสบการณ์และปัญหาร่วมกันเป็นประจำ ก็จะช่วยให้เกิดกลยุทธการจัดการต่อปัญหาการฆ่าตัวตาย ของสื่อมวลชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำได้ดีขึ้นและสามารถปฏิบัติได้ในทิศทางและกรอบนโยบายเดียวกันได้
บรรณานุกรม
กรมสุขภาพจิต, รายงานการสัมมนาเรื่องแนวทางการเสนอข่าวเชิงป้องกันการฆ่าตัวตาย, กระทรวงสาธารณสุข, 2541
นิอร รัตนาวรรณสิทธิ์ และคณะ, ปัญหาการฆ่าตัวตาย, รายงานในวิชา วส.301 การสื่อสารกับ สาธารณมติ, คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ปีการศึกษา 2545
มาโนช หล่อตระกูล, สุพรรณี เกกินะ, อัปษรศรี ธนไพศาล, ผ่านาฑีวิกฤติ : วิเคราะห์มุมมองชาย- หญิง ผู้ผ่านการฆ่าตัวตาย, บริษัทวงศ์กมลโปรดักชั่น จำกัด, 2543
สุรัตน์ เมธีกุล, การปฏิรูปสื่อในยุคสังคมไร้พรมแดน, วิเคราะห์สถานการณ์ แนวโน้มและผล กระทบที่มีต่อการปฏิรูปวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ของไทย, คณะวารสาร ศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2545
Hiebert, Ungurati and John, Mass Media : An Intrroduction to Modern Communication, Longman Inc., New York, 1982

โดยปกติเด็กหญิงจะมีประจำเดือนเมื่ออายุเท่าใดถ้าเริ่มมีตอนอายุ 15 ปี จะผิดปกติหรือไม่

โดยปกติ เด็กหญิงจะมีประจำเดือนได้ตั้งแต่อายุประมาณ 12-13 ปี
แต่ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์ และความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายด้วยนะคะ
ถ้าคุณแม่มีประจำเดือนช้า เราก็อาจมีช้าเหมือนกัน
ถ้าเราสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง ผอมแห้งแรงน้อย เจ็บป่วยบ่อย ๆ เราก็อาจจะมีประจำเดือนล่าช้าไปก็ได้ค่ะ

เรื่องของประจำเดือนกับวัยรุ่นจะค่อนข้างแปรปรวนสักหน่อย เพราะเป็นความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ระยะแรก ๆ จึงยังอาจไม่เข้าทางนัก เช่น มาช้า มาไม่สม่ำเสมอ มาไม่ตรงตามกำหนดเวลา ปวดท้องประจำเดือน เป็นต้น
อย่างเพิ่มวิตกกังวลไปเลยค่ะ รออีกสักพัก เมื่อร่างกายเข้าที่เข้าทางแล้ว ประจำเดือนก็จะเป็นปกติไปเองค่ะ
แต่ถ้ายังกลัดกลุ้มใจอยู่ ก็น่าจะลองไปปรึกษาแพทย์ดูนะคะ เพื่อความสบายใจ

ทำอย่างไรจึงจะสูง


ความสูงเป็นเรื่องของกรรมพันธุ์ส่วนหนึ่ง ถ้าบรรพบุรุษฝ่ายพ่อแม่เป็นคนสูง ลูกหลานก็มันจะสูงด้วย ในทางตรงข้าม ถ้าบรรพบุรุษรูปร่างกระทัดรัด ลูกหลานก็อาจไม่สูงนัก
แต่ทั้งนี้ เรื่องของอาหารและการออกกำลังกายก็จะมีส่วนช่วยได้ด้วย

นั่นคือ คงต้องรับประทานอาหารที่มีคุณค่าให้มาก ๆ เช่นเนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง ซึ่งเป็นอาหารที่เสริมสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อ ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายกลางแจ้งอย่างสม่ำเสมอ ที่นิยมกันก็คงจะเป็นการว่ายน้ำนั่นแหล่ะค่ะ

ดูอย่างชาวญี่ปุ่นสิค่ะ สมัยก่อนพวกเขาตัวเองกันทั้งประเทศ เล็กกว่าคนไทยอีก แต่เดี๋ยวนี้วัยรุ่นของเขาสูงใหญ่ไม่แพ้ชาวตะวันตกเลยทีเดียว

วัยรุ่นที่ยังไม่สูง ลองทำตามนี้ดูนะค่ะ และอย่าใจร้อนว่าสูงช้า เพราะกว่าคนเราจะเติบโตเต็มที่ก็อายุตั้ง 25 ปี ยังมีเวลาอีกนาน บางคนตอนอายุ15-16 ยังดูตัวเล็กแต่อาจไปสูงพรวดพราดเอาตอน 19-20 ก็ได้ ใจเย็น ๆ ค่ะ

เมื่อร่างกายเปลี่ยนแปลงแล้วหงุดหงิด จะปรับตัวอย่างไรให้มีความสุข

เป็นธรรมดาของวัยรุ่นที่ร่างกายเปลี่ยนแปลงแล้วรู้สึกหงุดหงิด เพราะไม่ว่าอะไรก็ตาม ถ้าไม่เหมือนเดิม มีการเปลี่ยนแปลง ย่อมทำให้เราต้องปรับตัว และการปรับตัวนี่เองที่มักทำให้คนเรารู้สึกเครียด ก็เลยพาลหงุดหงิดได้ง่าย
การแก้ไข ก็คือ ต้องค่อย ๆ ทำความคุ้นเคยกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจต้องใช้เวลาบ้าง กว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นจะกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา จนเราหายหงุดหงิด

และถ้ามีปัญหาคับข้องใจ ก็ควรปรึกษาผู้ใหญ่ เพราะผู้ใหญ่ผ่านปัญหาเหล่านี้มาก่อน ย่อมให้คำแนะนำที่ดีกับเราได้ และเมื่อปัญหาบรรเทาเบาบางลง เราก็คงจะหงุดหงิดน้อยลงค่ะ

ส่วนความสุขนั้น ก็หาได้ไม่ยาก โดยการทำสิ่งที่เราชอบ ทำแล้วเราเพลิดเพลินสิค่ะ เช่น คุยกับเพื่อน ร้องเพลง เล่นดนตรี อ่านนิยาย ไปเที่ยว ฯลฯ แล้วก็อย่าคิดหมกมุ่นกับตัวเองให้มากนัก ลองเป็นฝ่ายคิดบ้างว่าทำอย่างไรจะช่วยให้คนใกล้ชิด เช่น พ่อแม่ พี่น้อง มีความสุขบ้าง หรือคิดถึงคนอื่นที่เขาทุกข์ยากลำบากกว่าเราบ้าง หลายคนที่เขายากจน พิการ กำพร้า ฯลฯ เขายังต่อสู้ชีวิตและมีความสุขได้ ทำไมเราจึงมีความสุขบ้างไม่ได้

อย่าลืมว่า ความสุขอยู่ที่ใจนะค่ะ ถึงเราจะมีความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายมารบกวนบ้าง แต่ก็อย่าให้มันมามีอำนาจเหนือเราได้ ทำใจของเราให้มีความสุข มองโลกแง่ดี มีอารมณ์ขัน มีความหวังอยู่เสมอ แล้วเราก็จะมีความสุขเองแหล่ะค่ะ

ผู้ชายจำเป็นต้องขลิบอวัยวะเพศหรือไม่

การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายนั้น ทำไปเพื่อให้สามารถดูแลรักษาความสะอาดบริเวณนั้นได้งายขึ้น ไม่เกิดการหมักหมมของสิ่งสกปรกหรือเชื้อโรคต่าง ๆซึ่งอาจนำโรคมาสู่ตัวเองและคู่รักได้
แต่ถ้าหมั่นรักษาความสะอาดบริเวณนั้นเป็นประจำทุกครั้งที่อาบน้ำ ก็ไม่จำเป็นต้องไปขลิบให้เจ็บตัวก็ได้ค่ะ

อายุเท่าใดการเจริญเติบโตจึงถดถอย

ร่างกายจะหยุดการเจริญเติบโตเมื่อมีอายุประมาณ 25 ปี
ดังนั้น ในช่วงวันรุ่น จึงควนใส่ใจบำรุงสุขภาพให้ดี รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย อย่าเพิ่งไปอดอาหาร เพราะจะไปขัดขวางการเจริญเติบโตของร่างกาย ทำให้ร่างกายแคระแกร็น และอย่ากินอาหารฟาสต์ฟู้ดให้มากนัก เพราะมีแป้งและไขมันมาก จะทำให้อ้วน ร่างกายไม่แข็งแรง ไม่ผึ่งผายสดชื่นสมวัย

นอกจากนี้ ควรออกกำลังกายกลางแจ้งอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อกระดูก ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยคืนละ 6-8 ชั่วโมง จะทำให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่า และอย่าลืมดูแลจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอด้วยนะค่ะ

ถ้าทำได้อย่างนี้ วัยรุ่นก็จะเติบโตสมวัย ร่างกายแข็งแรง หุ่นดี พอทัดเทียมกับวัยรุ่นของชาติที่พัฒนาแล้วด้วยค่ะ

การเปลี่ยนแปลงของวัยรุ่นมีผลกระทบอย่างไร

การเปลี่ยนแปลงทางกาย อารมณ์ และสังคม เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น มีผลกระทบต่อวัยรุ่น และคนรอบข้าง ได้แก่
วันรุ่นเองมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกาย บางคนรู้สึกอับอายกับรูปร่างของตัวเอง ทำให้ไม่ค่อยมั่นใจในการเข้าสังคมกับกลุ่มเพื่อน หรือเวลาที่ต้องอยู่ต่อหน้าคนหมู่มาก เช่น เดินหลังโก่งเพราะอายที่หน้าอกใหญ่ขึ้น ไม่ค่อยกล้าพูดเพราะเสียงแตก เป็นต้น
วัยรุ่นที่มีความเครียด อาจหาทางออกในทางที่ไม่เหมาะสม เช่น สูบบุหรี่ ดื่มสุรา หรือทดลองให้สารเสพย์ติดต่าง ๆ ทำให้เสียสุขภาพ เสียการเรียน เสียอนาคตได้

วัยรุ่นที่เริ่มอยากเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น เริ่มดื้อรั้นกับพ่อแม่ เพราะคิดว่าตัวเองโตแล้ว คิดเองเป็นแล้ว จึงมีความขัดแย้งกับพ่อแม่มากขึ้น ทำให้กระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวได้

ครูอาจารย์ ที่มีลูกศิษย์วัยรุ่นก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย เพราะนอกจากจะต้องดูแลเรื่องการเรียนแล้ว ยังต้องดูแลแก้ปัญหาอื่น ๆ ให้วัยรุ่นอีก เช่น เรื่องการคบเพื่อนต่างเพศ การติดสารเสพย์ติด การทะเลาะวิวาท เป็นต้น

สังคมก็ได้รับผลกระทบ ในกรณีที่วัยรุ่นประพฤติตัวไม่เหมาะสม เช่น เป็นอันธพาล เกะกะเกเร ก่อปัญหาให้ผู้อื่น มั่วสุมเสพยา ขายบริการทางเพศ ตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ ทำแท้ง ติดเชื้อเอดส์ ฆ่าตัวตาย ฯลฯ ก่อให้เกิดปัญหาสังคมตามมาอีกมาก

แต่การเปลี่ยนแปลงของวัยรุ่นก็ไม่ได้ส่งผลในแง่ลบเท่านั้น ในแง่บวกคือวันรุ่นจะเติบโตขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น มีความคิดสร้างสรรค์ มีอุดมคติ สามารถทำประโยชน์ให้แก่ครอบครัว โรงเรียน และสังคมได้เป็นอย่างมากด้วยค่ะ

เพราะเหตุใดผู้หญิงจึงเติบโตเร็วกว่าผู้ชาย

เป็นไปตามธรรมชาติค่ะ
ในช่วงอายุ 11-13 ปี วัยรุ่นหญิงจะเติบโตสูงใหญ่กว่าวัยรุ่นผู้ชาย เรียกว่าเป็นสาวเร็วกว่า
แต่หลังจากนั้นไม่นานหรอกค่ะ พอวันรุ่นชายมีอายุในช่วง 12-14 ปีก็จะเริ่มพัฒนาบ้าง จนโตทันวันรุ่นหญิง และต่อไปเมื่อเป็นหนุ่มเต็มที่ ก็จะสูงใหญ่กว่าด้วยซ้ำ
เอาเป็นว่า ผู้ชายต่อให้ก่อนแล้วกันนะค่ะ ถ้าตอนนี้ยังตัวเล็กกว่าผู้หญิงก็ขอให้ใจเย็นไว้ก่อน รออีกหน่อยก็จะโตทันกันเอง อีกไม่นานเกินรอหรอกค่ะ รับรอง

ทำไมเวลามีประจำเดือนแล้วหงุดหงิด

เวลามีประจำเดือน ย่อมทำให้รู้สึกไม่สบาย วิตกกังวลว่าจะเปรอะเปื้อน ทำให้เคลื่อนไหวไม่คล่องตัวเหมือนปกติ บางครั้งก็มีอาการปวดท้อง หรือปวดเมื่อยตามเนื้อตัวด้วย จึงทำให้หลาย ๆ คนรู้สึกรำคาญและหงุดหงิด
ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ในช่วงที่มีประจำเดือน ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน ซึ่งตัวฮอร์โมนนี้เองที่จะไปส่งผลกับอารมณ์ ทำให้อารมณ์ค่อนข้างแปรปรวน เช่น ใจน้อย หงุดหงิด ระแวง หรือเศร้าก็ได้ค่ะ
เมื่อรู้ตัวว่าในช่วงมีประจำเดือน อารมณ์จะไม่มั่นคง ในช่วงนี้จึงไม่ควรคิดมาก หรือตัดสินใจเรื่องสำคัญ ๆ เพราะจะทำให้ผิดพลาดได้ ถ้าหงุดหงิดมาก ก็ควรพักผ่อนให้มาก ทำกิจกรรมที่ชอบ เช่น ฟังเพลงเบา ๆ อ่านหนังสืออ่านเล่น เล่นกับสัตว์เลี้ยง ฯลฯ ให้สบายใจ จะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งกับคนใกล้ชิดลงได้ และเราเองก็ไม่ต้องทำอะไรลงไปเพราะความหงุดหงิด แล้วต้องมานั่งเสียใจในภายหลังด้วยค่ะ

วัยใดในชีวิตที่มีพัฒนาการเร็วที่สุด

วัยรุ่นคงคิดว่า วัยของตนเองมีพัฒนาการเร็วที่สุด เพราะมีการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างมากมาย เช่น ผู้หญิงจะเริ่มมีหน้าอก มีสะโพกใหญ่ขึ้น เริ่มมีประจำเดือน ส่วนผู้ชายก็จะมีการฝันเปียก เสียงแตก มีหนวดเคราขึ้น เป็นต้น
แต่ความจริงแล้ว วัยที่มีพัฒนาการเร็วที่สุด คือ วัยทารกขณะอยู่ในครรภ์ เพราะหลังจาก สเปอร์มจากพ่อผสมกับไข่ของแม่แล้ว จะมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วมาก ภายในไม่กี่สัปดาห์ก็จะเป็นรูปเป็นร่าง มีแขนมีขาและอวัยวะต่าง ๆ เกือบจะครบถ้วนแล้ว

วัยรุ่นจึงไม่ควรชะล่าใจ หรือประมาทในเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ เพราะพลาดพลั้งแล้วฝ่ายหญิงจะท้องได้ทันที และกว่าจะรู้ตัวว่าท้อง ทารกในครรภ์ก็เป็นตัวเป็นตนขึ้นมาแล้ว คิดจะทำแท้งก็ต้องเจ็บปวดทรมาน และบาปด้วยนะคะ เพราะเป็นการเจตนาฆ่าลูกของตัวเอง และจะเป็นความรู้สึกผิดที่ฝังใจผู้หญิงไปชั่วชีวิตที่เดียวค่ะ

ทำไมมีประจำเดือนแล้วปวดท้อง

เวลามีประจำเดือน มดลูกจะบีบตัวเพื่อขับเลือดออกมา ถ้ามดลูกบีบตัวมากก็จะทำให้ปวดท้องได้
การที่มดลูกจะบีบตัวมากหรือน้อยนั้น ความเครียดก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ถ้าในเดือนนั้น วัยรุ่นมีความเครียดมาก เช่น ใกล้สอบ ใกล้ส่งรายงาน หรือมีความขัดแย้งกับเพื่อน ก็จะทำให้มดลูกบีบตัวมาก เกิดอาการปวดท้อง ผิดกับเดือนที่วัยรุ่นรู้สึกสบายใจ ไม่เครียด เช่น ช่วงปิดเทอม ช่วงที่ไปเที่ยว เวลามีประจำเดือนก็จะไม่ปวดท้องเลย
ถ้ามีอาการปวดท้องประจำเดือน ควรกินยาแก้ปวด แล้วนอนพัก หรือจะใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบที่บริเวณท้องน้อย ก็จะช่วยบรรเทาปวดได้เช่นกันค่ะ